ออร์คิน (Orkin) บริษัทผู้ให้บริการกำจัดแมลงในแอตแลนตา ได้จัดอันดับเมืองในสหรัฐอเมริกา ตามจำนวนการจัดการหนูตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนถึง 31 สิงหาคมของทุกปี ผลลัพธ์คือรายชื่อเมืองที่มีหนูมากที่สุด 50 เมือง โดยมีหลายเมืองเปลี่ยนแปลงอันดับทุกครั้งที่มีการอัปเดตรายชื่อ อย่างไรก็ตาม ชิคาโกยังคงเป็นที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 6
เบน ฮอตเทล (Ben Hottel) นักกีฏวิทยา กล่าวในข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทว่า “สัตว์ฟันแทะจำพวกหนูเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดมกลิ่นอาหารและหาที่พักพิง พวกมันมีความยืดหยุ่นในการหาทั้งสองอย่าง ... ที่อยู่อาศัยของคนเป็นบ้านในอุดมคติของสัตว์ฟันแทะเหล่านี้ และเมื่อพวกมันเข้ามาตั้งรกรากแล้วก็จะสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและในปริมาณมาก”
ความพยายามในการทำให้ประชากรหนูในเมืองเชื่องเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว "สงครามกับหนู" ในชิคาโกทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีการเปิดตัวหน่วยงานกำจัดหนูใหม่ในปี 2016 ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในเมืองก็เริ่มรับเลี้ยงแมวเพื่อลดจำนวนประชากรหนู
ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คำสั่งจากภาครัฐให้ประชาชนอยู่แต่ที่บ้านและปิดกิจการหลายประเภทไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อประชากรมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกับหนูด้วย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เผยว่า “การปิดเมืองทำให้อาหารสำหรับหนูลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่หนาแน่น ... เขตอำนาจศาลบางแห่งรายงานว่า มีหนูเพิ่มขึ้นเนื่องจากพวกมันออกมาค้นหาแหล่งอาหารใหม่”
ขณะที่บริษัทออร์คินเตือนว่าความเคลื่อนไหวของหนูในเมือง "มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ" เนื่องจากพวกมันต้องเริ่มแสวงหาที่พักพิงอันอบอุ่นขณะที่ฤดูหนาวใกล้เข้ามา
ฮอตเทลกล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าสัตว์ฟันแทะก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างอาคารอย่างรุนแรงได้ด้วยขากรรไกรที่แข็งแรงและทักษะในการขุด พวกมันมีฟันหน้าขนาดใหญ่สำหรับแทะ และมีฟันซึ่งปรับให้เหมาะกับการเคี้ยวสิ่งของต่าง ๆ รวมทั้งสายไฟฟ้า ท่อน้ำ และสายแก๊ส”
นอกเหนือจากความเสียหายต่อโครงสร้างอาคารแล้ว หนูและสัตว์ฟันแทะยังเป้นพาหะของโรคบางอย่าง เช่น โรคฉี่หนู โรคเชื้อไวรัสฮันตา กาฬโรค เป็นต้น
สำหรับเมืองในสหรัฐอเมริกาที่มีหนูมากที่สุดตามการจัดอันดับของออร์คิน 5 อันดับแรก ได้แก่
- ชิคาโก
- ลอสแอนเจลิส
- นิวยอร์ก
- วอชิงตัน ดีซี
- ซานฟรานซิสโก
เรียบเรียงจาก CNN
ภาพจาก Shutterstock