ในตอนนี้นายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนคณะผู้แทน (Electoral Vote) อยู่ที่ 253 คะแนน และนายโดนัล ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ตามอยู่ที่ 214 คะแนน โดยนายไบเดน ต้องการอีกเพียง 17 คะแนนเท่านั้นก็จะถึงเส้นชัย 270 เสียง และหากได้รับชัยชนะที่รัฐเพนซิลเวเนีย รัฐบ้านเกิด ก็จะทำให้คะแนนคณะผู้แทนของไบเดน เพิ่มเป็น 273 เสียง ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ในทันที
สถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมริกา ขณะนี้ยังคงเหลืออีก 4 รัฐสำคัญที่กำลังนับคะแนน คือ
รัฐจอร์เจีย นับไปแล้วร้อยละ 99 ไบเดนพลิกกลับมาขึ้นนำ ที่2,449,371 คะแนน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ไป 2,448,454 คะแนน ห่างกันแค่ 917 คะแนนเท่านั้น โดยจอร์เจีย มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง 16 คน รายงานล่าสุดเมื่อช่วง 21.00 น. ของคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามเวลาสหรัฐฯ จอร์เจีย เหลือบัตรเลือกตั้งที่ต้องนับอีกเพียง 16,000 บัตรเท่านั้น ในจำนวนนี้บัตรที่เหลือเป็นของพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่เมืองแอตแลนตา เนื่องจากฐานเสียงของเดโมแครตอยู่ในเมืองแอตแลนตา นั่นหมายความว่าคะแนนที่เหลืออาจเทไปให้ทรัมป์ แต่ด้วยความห่างที่น้อยมาก หากไบเดนได้เพียง 1 ใน 10 ของจำนวนบัตรที่เหลืออยู่ คะแนนของเขาก็จะสามารถตีตื้นขึ้นมาเท่าทรัมป์ได้ทันที
ทั้งนี้ผู้ว่าการรัฐของจอร์เจีย คือ ไบรอัน เคมป์ สมาชิกพรรครีพับลิกัน ในฐานะที่รีพับลิกันคว้าชัยในรัฐนี้มานานถึง 24 ปี นับตั้งแต่ปี 1996 หากไบเดนแย่งรัฐนี้ไปจากทรัมป์ได้ ก็จะนับว่าเป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพร์ หลังก่อนหน้านี้เขาแย่งแอริโซนาไปได้แล้ว
รัฐนอร์ทแคโลไรนา ทรัมป์ได้ 2,732,120 คะแนน ไบเดนได้ 2,655,383 คะแนน ตามหลังทรัมป์ 76,737 คะแนน อย่างไรก็ตามผลคะแนนของนอร์ทแคโลไรนา อาจยังไม่ทราบในเร็ววันนี้ เนื่องจากรัฐนี้อนุญาตให้รับบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน ตราบใดที่บัตรนั้นประทับตราวันที่ภายในหรือก่อนวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง โดยนอร์ทแคโลไรนาคาดว่า ภายในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้จะมีบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ที่เหลืออีกราว 116,000 ใบ
อย่างไรก็ตามจำนวนนี้คือการนับจากจำนวนลงทะเบียน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่า ในวันเลือกตั้งที่ผ่านมามีผู้มาหย่อนบัตรด้วยตัวเองเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าจำนวนคะแนนที่เหลืออยู่อาจน้อยกว่านี้ ซึ่งหากสมมติว่า บัตรเลือกตั้งที่เหลือหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 58,000 ใบ ต่อให้ไบเดนได้คะแนนทั้งหมด ก็ยังไม่อาจเอาชนะทรัมป์ได้ เนื่องจากคะแนนทิ้งห่างมาก สุดท้ายแล้วรัฐนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะเอาชนะไปได้
ที่ผ่านมารัฐนี้ถูกมองว่าเป็นฐานเสียงรีพับลิกันมาตลอด จนกระทั่งในปี 2008 ที่บารัก โอบามาคว้าชัยไปได้ และปัจจุบันมี รอย คูเปอร์ เป็นผู้ว่าการรัฐซึ่งมาจากพรรคเดโมแครต ซึ่งล่าสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คูเปอร์เพิ่งจะชนะได้เป็นผู้ว่าการรัฐอีกสมัย
รัฐเพนซิลเวเนีย ทรัมป์ได้ 3,286,171 คะแนน ไบเดนได้ 3,267,942 คะแนน ตามหลังทรัมป์ 18,229 คะแนน วันนี้อาจรู้ผลในเพนซิลเวเนีย เพราะเป็นวันสุดท้ายที่ศาลอนุญาตให้นับคะแนนบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ในฐานะรัฐที่อนุญาตให้รับบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์หลังวันเลือกตั้ง เพนซิลเวเนียถูกโจมตีจากทรัมป์ ว่าเป็นกลวิธีโกงคะแนน
ที่หน้าศูนย์นับคะแนนในฟิลาเดเฟีย บรรดาผู้สนับสนุนทรัมป์ออกมาประท้วง ร้องตะโกนให้กรรมการยุติการนับคะแนน โดยบอกว่าคะแนนจากไปรษณีย์นั้นเป็นบัตรปลอมที่เดโมแครตจงใจโกงการเลือกตั้ง ไม่ไกลจากกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ มีการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกร้องว่า “ทุกคะแนนเสียงต้องได้รับการนับ” โดยระบุว่า ทรัมป์กำลังทำลายความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนี้ ด้วยการตัดคะแนนทางไปรษณีย์ออกไป ในการชุมนุมมีการชูป้าย Black Vote Matter สะท้อนว่าพวกเขาเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต
คาดกันว่าการชุมนุมระหว่างผู้สนับสนุนทั้งสองฝั่งจะยังคงเกิดขึ้นในวันนี้ ตราบใดที่การนับคะแนนยังคงไม่เสร็จสิ้น ซึ่งหากผลออกมาว่าทรัมป์ชนะในรัฐเพนซิลเวเนีย ความพยายามของทรัมป์ที่จะยื่นฟ้องศาลให้นับคะแนนในรัฐนี้ใหม่อาจเปลี่ยนแปลง
รัฐเนวาดา ไบเดนมีคะแนนนำ โดยได้ไป 604,251 คะแนน ทรัมป์ได้ 592,813 คะแนน ตามหลังอยู่ 11,483 คะแนน และการที่ไบเดนมีคะแนนนำในรัฐนี้ ก็ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ไม่พอใจ โดยการชุมนุมของกลุ่ม Proud Boys ในนครลาสเวกัส ของเนวาดา กลุ่มนี้เคยถูกพูดบนเวทีดีเบตมาแล้ว ที่ตอนนั้นพิธีกรขอให้ทรัมป์ประณามกลุ่มเชิดชูผิวขาวหัวรุนแรง แต่ทรัมป์กลับบอกให้ Proud Boys ถอยไปก่อนและเตรียมพร้อม สมาชิก Proud Boys ในเนวาดามาพร้อมกับป้ายข้อความ ขอทรัมป์ต่ออีก 4 ปี หลายคนสวมใส่เสื้อโปโลสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ บางคนมาพร้อมกับอาวุธปืน
ในคืนที่เดียวกันที่หน้าศูนย์นับคะแนนใน Clark County ผู้สนับสนุนทรัมป์ จำนวนหนึ่งนั่งลงคุกเข่า ภาวนาขอให้ทรัมป์ชนะในรัฐนี้ ให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงดลบันดาลไม่ให้ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งบนโลกออนไลน์หลังคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งก็พากันตั้งข้อสังเกตว่าท่าทีของผู้สนับสนุนเหล่านี้ ไม่ต่างอะไรจากลัทธิ