ตลอดระะเวลาเกือบ 9 เดือน ที่โควิด-19 ยังคงอยู่ เราได้เห็นภาพของการเลิกจ้าง ปิดกิจการ แบบฟ้าผ่า แทบจะทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเดืือน มิถุนายน หลายโรงงานไร้ยอดคำสั่งซื้อ จากผลพวงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัดลง ประเทศที่มีกำลังแรงงานในภาคการผลิตเพื่อส่งออก ภาคการบริการและท่องเที่ยวจำนวนมากแบบไทย สิ่งที่ทำได้อันดับแรกคือ "เลิกจ้าง ปลดพนักงาน"
ช็อก! โรงงานชุดชั้นใน แบรนด์ดัง ปลดพนักงานกว่า 800 ชีวิต ไม่แจ้งล่วงหน้า
เสียงสะท้อน ‘คนตกงาน’ ถูกเลิกจ้างเมื่อวัย 50 ปี
กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน พบว่า มีสถานประกอบกิจการที่ใช้มาตรา 75 ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 หรือขอหยุดกิจการทั้งหมด หรือปิดกิจการบางส่วนช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น โดยช่วงตั้งแต่ 1-21 มิถุนายน 2563 ยอดรวมทั้งหมด 1,310 แห่ง จำนวนแรงงานถูกเลิกจ้างกว่า 319,824 คน โดย 5 อันดับแรกที่ยื่นขอปิดกิจการในเดือนมิถุนายน คือ1.การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบสำหรับยานยนต์-เครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และผลิตภัณฑ์โลหะอื่น ๆ
2. บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าและบริการทางธุรกิจ
3.การขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์
4.การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้าและการคมนาคม
5.การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ เช่น กิจกรรมความบันเทิง
งานวิจัย ทีดีอาร์ไอ โดย ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ กล่าวถึง ผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อแรงงานตามประเภทอุตสาหกรรมในภาพรวมโดยการเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาส 2 พบว่า ภาพรวมของตลาดแรงงานมหภาคซึ่งมีการจ้างงาน 37.03 ล้านคน ตลาดแรงงานยังอยู่ท่ามกลางมรสุมการระบาดของโควิด-19 คือ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ซึ่งมีการจ้างงานมากที่สุดแต่ก็ถูกกระทบมากเช่นกัน คิดเป็นการจ้างงานที่หายไปเทียบปีก่อนหน้าประมาณ 648,790 คน (สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปี 2562)
โรงแรมทยอยปิดกิจการ “เหตุขาดทุนสะสม - ผลกระทบโควิด-19”
สถานการณ์แรงงานยังคงมีผลรุนแรง ตราบใดที่ฟันเฟื่องการผลิตยังเดินได้ไม่เต็มที่นัก
งานวิจัย ทีดีอาร์ไอ โดย ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ยังกล่าวด้วยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อตลาดแรงงานทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งไตรมาส 1 ปี 2563 ตลาดแรงงานได้รับผลกระทบการมีงานทำลดลง 28,000 คน (0.7%) และความรุนแรงของผลกระทบเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 การมีงานทำลดลงถึง 71,000 คน (1.9%)
และหลังจากเริ่มมีการระบาดของโควิด-19 ราวๆ 6 เดือน พบว่า มีผู้ว่างงานในไตรมาส 2 ของปี 2563 สูงขึ้นเป็น 0.74 ล้านคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ถึง 88.9%
ผลกระทบการระบาดโควิด-19 ไม่เพียงแต่ทำให้แรงงานตกงานเท่านั้น ยังก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกว่า คือ มีแรงงานที่ทำงานอยู่ไม่ถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จนถึงน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพิ่มสูงขึ้นถึง 14 ล้านคน และถ้าเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2562 พบว่าแรงงานทำงานต่ำระดับเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 4.12 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 41.7% ของช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของแรงงานต้องลดลงเป็นอย่างมากอันเนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
ดังนั้นแล้ว ข้อควรห่วงใยคือ ผู้ที่มีงานประจำแต่ไม่ได้ทำงานซึ่งถือว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงตกงานมากที่สุดมีจำนวนถึง 2.52 ล้านคน และเมื่อรวมกับผู้ว่างงานจริงในไตรมาส 2 อีก 0.746 ล้านคน เป็น 3.266 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในข่ายว่างงานจำนวนสูงสุดที่เป็นไปได้ คิดเป็น 8.55% ของกำลังแรงงาน ซึ่งต้องใช้นโยบายในการดูแลสถานประกอบการให้สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งถ้ารัฐบาลดำเนินการได้ดี ไม่มีการปิดกิจการหรือปรับลดคนงาน จะทำให้คนไม่ได้ทำงานกับคนว่างงานลดต่ำลงจาก 3.25 ล้านคน แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก
ก.แรงงานติดตามสถานการณ์เลิกจ้าง หวั่นคนวิตก เหตุบางแห่งไม่ได้ปิดกิจการตามที่เป็นข่าว
ทางออกของประเทศไทยคือ
งานวิจัย ทีดีอาร์ไอของ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ระบุด้วยว่า ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศด้วยการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคของภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือ ฟื้นฟูธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งขณะนี้เริ่มส่งออกได้บ้างแล้วในกลุ่มสินค้าเกษตร เป็นต้น และผ่านตลาดที่มีข้อตกลงกันเป็นพิเศษ ในระยะแรก ถ้าทำได้เช่นนี้ การจ้างงานของอุตสาหกรรมส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวและสามารถชะลอการปลดคนงาน และ/หรือเพิ่มชั่วโมงทำงานให้กับแรงงานได้มากขึ้น
ส่วนการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน และลดการตกงานของบัณฑิตจบใหม่รวมถึงคนที่ตกงาน การผ่อนผันมาตรการต่างๆ โดย ศบค. ให้กิจการบางประเภทเปิดดำเนินการได้ จะเป็นแหล่งจ้างงานให้คนกลุ่มนี้ แต่กิจการต้องได้รับมาตรการฟื้นฟูของรัฐที่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจเข้มแข็งขึ้น
“ปัญหาการว่างงานจะยังคงรุนแรงอยู่หรือไม่ในไตรมาส 3 และ 4 ขึ้นกับนโยบายความมั่นคงทางสุขภาพซึ่งดูแลโดย ศบค. โดยชั่งน้ำหนักนโยบายทางเศรษฐกิจ ถ้ายังให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางสุขภาพ (อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและลามต่อมายังการตลาดแรงงานให้สามารถฟื้นตัวได้ช้าลงมากขึ้นเช่นกัน”