สำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) แห่งกรุงปารีส รายงาน ผลสำรวจกว่าร้อยละ 80 ของหญิงที่ตั้งครรภ์ ชาวไอร์แลนด์ อังกฤษ และภูมิภาคโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะระแวกใกล้เคียง) ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่กำลังตั้งครรภ์
โดยงานวิจัยจาก The Journal BMJ Open เผยว่า หญิงที่ตั้งครรภ์ดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างแพร่หลาย แต่ในปริมาณที่น้อย ทั้งนี้ หลายภาคส่วนได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดการดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ตัวเด็กในครรภ์ได้
ขณะที่องค์การอนามัยโลก ได้ออกมาเตือน หญิงสาวที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์ว่า อาจส่งผลให้เกิดการแท้งเด็กได้ ถึงแม้ว่า ยังไม่ได้ระบุระดับแอลกอฮอล์ที่จะส่งผลอันตรายก็ตาม แต่ก็อยากให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งผลเสียที่เกิดขึ้นจะเกิดกับตัวเด็ก หรือที่เรียกว่า อาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ ซึ่งลักษณะอาการคือ หน้าตาและรูปร่างของเด็กที่ผิดปกติ รวมถึงสติปัญญาของเด็กที่จะเกิดมาด้วย
The Screening for Pregnancy Endpoints เปิดเผยว่า จากการสำรวจหญิงสาวจำนวน 5,573 คน ช่วงปี 2004-2011 จากประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และอังกฤษ พบว่า กลุ่มหญิงสาวที่ตั้งครรภ์ในประเทศดังกล่าวนี้มีแนวโน้มในการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์สูงถึง ร้อยละ 82 ซึ่งส่งผลให้เกิดการแท้งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 และแนวโน้มผู้ที่มีความเสี่ยงจากการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 46
อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยข้างต้น พบว่า ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ร้อยละ15 ถึง 70 ดื่มเหล้าเพียง 1-2 ยูนิต หรือประมาณ 1-2 แก้วไวน์ต่อสัปดาห์ ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ เท่านั้นเอง และจะลดปริมาณการดื่มลงในช่วงที่ครรภ์เริ่มแก่เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเด็กในท้อง แต่นั้นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะปริมาณที่มากหรือน้อย ในช่วงการตั้งครรภ์ก็อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็กในครรภ์ได้