วันนี้ (15ก.ค.58) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์ภัยแล้งที่จังหวัดพิจิตร หลังจากสำนักชลประทานที่ 3 หยุดการส่งน้ำเข้าระบบคลองชลประทาน ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรทุกโครงการ เนื่องจากน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ แต่ในลำคลองชลประทาน ที่ 1 ยังพอมีน้ำหลงเหลือติดอยู่บริเวณก้นคลอง ดังั้น สำนักชลประทาน ซี 3 จึงได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 3 เครื่องให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวนา ตำบลไผ่ขวาง และตำบลย่านยาว อำเภอเมืองพิจิตร มาทำการติดตั้งเร่งสูบน้ำจากก้นคลองชลประทาน ซี 1 มาใส่คลองชลประทานย่อยซี 64 โดยน้ำดังกล่าวไหลไปตามลำคลองย่อยตลอดระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลย่านยาว และตำบลไผ่ขวาง ได้สูบน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวอายุประมาณหนึ่งเดือนเศษในแปลงนาจำนวนกว่า 3 พัน 7 ร้อยไร่ที่กำลังจะยืนต้นตาย
ส่วนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวบ้านต้องประสบปัญหาโรคผิวหนัง ลักษณะเป็นเม็ดผดผื่นพุพองและมีอาการคันมาก เกิดที่ผิวหนังบริเวณแขนและขาทั่วทั้งร่างกาย หลังจากที่ ทาง อบต.ท่าปลา อำเภอท่าปลา ได้นำน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสิงห์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสุดท้ายของตำบลท่าปลา มีแจกจ่ายให้ประชาชนใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง แต่กลับพบว่าน้ำดังกล่าวไม่สะอาดและมีสารพิษเจือปนนั้น ล่าสุดทาง อบต.ท่าปลา ได้แจ้งเตือนให้ประชาชนให้หาสารส้มแกว่งน้ำก่อนที่จะนำมาใช้ หากจะดื่มกินควรต้มให้สุกก่อน ขณะเดียวกันจะได้ประสานทางจังหวัดเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งขณะนี้มรชาวบ้านได้รับผลกระทบ มีจำนวนทั้งสิ้น 11 หมู่บ้าน 1,547 ครัวเรือน 6,054 คน โรงเรียน 4 แห่ง วัด 9 แห่ง
ขณะที่จังหวัดลพบุรี ได้เรียกประชุมติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหา กรณีที่ไม่สามารถดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาเติมที่คลองชัยนาท-ป่าสักได้
"สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์" รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กว่าวว่า เบื้องต้นจะเพิ่มการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อใช้สำหรับอุปโภคบริโภค พร้อมจัดทำแผนภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดลพบุรีหลังสิ้นฤดูฝนถึงฤดูแล้งหน้า เพื่อจัดสรรการใช้น้ำใหม่ทั้งระบบ ส่วนการขอความร่วมมือเกษตรกรงดสูบน้ำ ปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้ว่าบางพื้นที่จะยังมีการสูบน้ำเข้านาในช่วงกลางคืนอยู่บ้าง โดยทางทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ลงไปพูดคุยทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น