วันนี้ (20 ก.ค. 58) นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัย เป็นไปตามคำสั่งของกรมการบินพลเรือน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ้) เพื่อเป็นการป้องกันการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งการบินในประเทศและต่างประเทศ
การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้โดยสารที่มีสัมภาระเข้ามาในพื้นที่จะต้องถูกตรวจสอบและเอ็กซเรย์ทุกใบ ทั้งกระเป๋าถือขึ้นเครื่องและกระเป๋าที่ใช้โหลดผ่านเครื่อง จากนั้นกระเป๋าที่ใช้โหลดจะถูกตรวจเอกซเรย์ซ้ำอีกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากมีข้อท้วงติงว่าหากมีการแยกเอ็กซเรย์กระเป๋าเมื่อผ่านขั้นตอนตรวจสอบแล้วอาจมีการสลับของภายในได้
มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงสนามบินในกำกับดูแลของ ทอท.ทั้งหมด รวม 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหหวัดเชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่วนท่าอากาศยานที่บริหารงานโดยเอกชน เช่น ท่าอากาศยานสุโขทัยและอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของ ทอท. ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการปรับเงื่อนไขรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นหรือไม่
นายนิตินัย ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการตรวจสอบสัมภาระในการเดินทางทุกใบไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องจากกรณี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชา การตำรวจนครบาล ที่ถูกจับกุมที่สนามบินประเทศญี่ปุ่น หลังตรวจพบอาวุธปืน โดย ทอท.ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการดำเนินการตามคำสั่งหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งก็คือกรมการบินพลเรือน ที่มีการขอให้เข้มงวดในกรณีตรวจสัมภาระทุกใบเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การประกาศเงื่อนไขตรวจสอบใหม่อาจส่งผลให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกสบายและทำให้เกิดความล่าช้า จึงควรเผื่อเวลาเดินทางล่วงหน้า 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 3 ชั่วโมง