เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะนักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 6 (4ส.6) สถาบันพระปกเกล้า นำโดยพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผ.อ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ได้เดินทางลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อศึกษาดูงานในหัวข้อ "รากเหง้าความรุนแรงและการแสวงหาทางออกด้วยกระบวนการสันติภาพ"
โดยมีคณะนักศึกษาในหลักสูตรนี้มีทั้งหมด 90 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน สื่อมวลชน แต่ที่น่าสนใจคือมีแกนนำกลุ่มการเมืองสีต่างๆร่วมเดินทางไปอย่างครบครัน โดยเฉพาะบรรดาแกนนำเสื้อสีต่างๆ อาทิ นายศิริชัย ไม้งาม นายวีระ สมความคิด นายแทนคุณ จิตต์อิสระ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายบุญส่ง ชเลธร นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นางพะเยาว์ อัคฮาค เป็นต้น
การเดินทางครั้งนี้คณะนักศึกษา ได้ลงพื้นที่ในจุดสำคัญ ทั้งชุมชนชาวไทยพุทธ และมุสลิม หลายพื้นที่เคยเป็นเขตที่มีความรุนแรงบ่อยครั้ง กลายเป็นพื้นที่สีแดง แต่ชาวบ้านมีความพยายามจะฟื้นฟูเพื่อดำรงวิถีชีวิคท่ามกลางความขัดแย้ง อย่างที่จ.ปัตตานี คณะนักศึกษาได้เดินทางไปศึกษาวิถีปอเนาะ กำเนิดและการสืบต่ออัตลักษณ์ชายแดนใต้ ที่ ปอเนาะเนาะเยาะ ต.ตะลุโบะ อ.เมือง ศูนย์วิชาการชุมชนตันหยงเปาว์ อ.หนองจิก และมีโอกาสไปเยือนบ้านพักของอดีตผู้นำศาสนาอิสลามคนสำคัญ อย่างฮัจญีสุหลง บิดาของนายเด่น โต๊ะมีนา ในจุดนี้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของผู้นำศาสนาในอดีตที่พยายามรักษาอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนจ.ยะลา คณะนักศึกษาได้เดินทางไปยังเรียนรู้การใช้ชีวิตท่ามกลางความรุนแรงของชาวบ้านในชุมชนมลายูมุสลิม เทศบาลยุโป อ.เมือง ขณะเดียวกันก็ได้รับฟังบรรยายจากพระสงฆ์ ที่ชุมชนไทยพุทธ ณ วัดเขาบันนังกระแจะ อ.ธารโต เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองศาสนา และจ.นราธิวาส คณะนักศึกษาได้เดินทางไปยังมัสยิดตะโละมาเนาะ ซึ่งเป็นมัสยิดโบราณอายุกว่า 300 ปี ซึ่งในจุดนี้ได้พบเห็นความงดงามของมัสยิดที่เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของไทยพุทธ มุสลิม และสถาปัตยกรรมของจีนอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมในพื้นที่อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หนึ่งในน.ศ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้พบว่าความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้นั้นมีความเป็นมาที่บาดลึกสะสมมาเป็นเวลายาวนาน มีความลึกซึ้งกว่าความขัดแย้งมวลชนแบบกีฬาสีในส่วนกลาง ซึ่งสังคมต้องทำความเข้าใจสาเหตุของความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงยาวนานนับสิบปี ส่วนทางออกนั้นรัฐต้องเปิดกว้างเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมให้มากที่สุดเพื่อออกแบบนโยบายที่ประชาชนทุกกลุ่มพอใจอย่างแท้จริง
นายแทนคุณ จิตต์อิสระ หนึ่งในน.ศ. กล่าวว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หนักหนากว่าปัญหาการเมืองส่วนกลางหลายเท่า เพราะเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อนสูง ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายในอดีตที่กดทับอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อต้านรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ยากและต้องใช้เวลา