จีนย้ำไม่รับอำนาจอนุญาโตตุลาการ พิจารณาข้อขัดแย้งทะเลจีนใต้
ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อศาลอนุญาโตตุลาการ รับไต่สวนคดีความขัดแย้ง หลังฟิลิปปินส์ หนึ่งในผู้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะยื่นเรื่องร้องเรียน ขณะที่จีนย้ำว่าจะไม่เข้าร่วมหรือยอมรับอำนาจของศาลอนุญาโตตุลาการ
นายหลิว เจิ้นหมิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งในวันนี้ (30 ต.ค.58) ว่าจีนมีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าจะไม่เข้าร่วมและไม่ยอมรับอำนาจศาล อนุญาโตตุลาการ โดยรัฐบาลจีนและฟิลิปปินส์ทุกสมัยที่ผ่านมามีมติเอกฉันท์กันเรื่องทะเลจีนใต้ ว่าจะต้องแก้ไขข้อพิพาทด้วยการเจรจาหารือ
จีนเชื่อว่าการที่ฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากจีน ไม่ใช่เจตนาดีในการแก้ไขข้อพิพาท รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศจีนระบุด้วยว่า จีนมองว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ ไม่ได้เกิดจากเจตนาที่ดีและอาจมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง
ความขัดแย้งเกี่ยวกับหมู่เกาะทะเลจีนใต้ยกระดับจากคู่ขัดแย้งในภูมิภาคขึ้นไปอีกระดับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐฯได้ส่งเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Lassen แล่นเข้าไปในรัศมี 12 ไมล์ทะเล จากเกาะเทียม ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์
จีนไม่พอใจต่อปฏิบัติการครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ทำอะไรมากไปกว่าการส่งเรือติดตามและแจ้งเตือนให้ออกจากอาณาเขตของตน แล้วคล้อยหลังจากนั้นจึงได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐมาเพื่อประท้วงและต่อว่าการกระทำดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้จีนย้ำว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับประเทศใดก็ตามที่รุกล้ำอธิปไตย
ด้านสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่ยี่หระ สำทับด้วยว่าจะมีปฏิบัติการครั้งต่อๆไปตามมาอีก เพื่อแสดงถึงสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่า "เสรีภาพในการเดินเรือ"
"สาร" ที่สหรัฐฯ ต้องการสื่อ ผ่านการส่งเรือพิฆาตเข้าน่านน้ำจีน
การจะตีความหมายการกระทำครั้งนี้ของสหรัฐฯ ต้องทำความเข้าใจกฎหมายทางทะเลเบื้องต้น คำแรก คือ คำว่า 12 ไมล์ทะเล อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) กำหนดให้ระยะ 12 ไมล์ทะเล หรือราว 22.2 กิโลเมตร คือ ระยะที่เรียกว่า "ทะเลอาณาเขต" รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขตของตน ซึ่งหมายความรวมถึงอำนาจอธิปไตยในห้วงอากาศ ตลอดจนใต้ผืนน้ำแห่งทะเลอาณาเขตด้วย
แต่กฎ 12 ไมล์ทะเล นี้ไม่ได้ใช้ได้ในทุกกรณี เงื่อนไขมีอยู่ว่า การวัดระยะ 12 ไมล์ทะเล ต้องวัดจากเส้นฐานของแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดที่น้ำขึ้นสูงสุดแล้วยังมองเห็นแผ่นดินนั้นอยู่ ซึ่งแนวปะการังซูบีและมิสชีฟ ไม่เข้าข่ายนี้ ที่ผ่านมาจีนจึงไปสร้างสิ่งก่อสร้างที่ตอนนี้ น้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดอย่างไรก็ไม่ท่วมสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ เมื่อพ้นน้ำทะเลสูงสุดแล้ว จีนก็อ้างกรรมสิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ (ในความคิดของจีน) แต่สหรัฐฯต้องการจะบอกว่า เป็นจุดที่สหรัฐฯเลือกแล่นเรือผ่านเข้ามาในจำนวน 5 เกาะเทียมที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ พร้อมกับตอกย้ำว่า กฎ 12 ไมล์ทะเล จะใช้ได้กับเกาะตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่แนวปะการังและหินโสโครกใต้น้ำที่มีผู้ไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับไว้
สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้กระทำการท้าทายจีน และว่าจีนก็ไม่ควรคิดเช่นนั้น เพราะชาติที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าวไม่ได้มีแต่เพียงจีน จากแผนที่แสดงการอ้างกรรมสิทธิ์ของบรรดาชาติรัฐชายฝั่ง จะเห็นว่าพื้นที่กล่าวอ้างทับซ้อนกันไปหมด โดยนอกจากจีนที่เขียนแผนที่ของตัวเองลากเส้นออกมาแทบจะทั้งทะเลจีนใต้แล้ว ยังมีอีก 4 ชาติที่ต่างก็ต้องการครอบครอบหมู่เกาะแห่งนี้เช่นกัน ทั้งเวียดนาม ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน ส่วนบรูไนนั้นไม่ได้อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ แต่การประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปทับซ้อนกับหมู่เกาะด้วย
ความขัดแย้งกินเวลามายาวนาน จนกระทั่งความตึงเครียดทวีขึ้นในระยะหลัง เมื่อจีนตัดสินใจดำเนินการขุดลอกและสร้างเกาะเทียมขึ้นบนแนวปะการังตั้งแต่ปลายปี 2013 เพื่อให้ชัดเจน ไปดูภาพเปรียบเทียบย้อนหลัง
ภาพถ่ายทางดาวเทียมทำให้เห็นว่าจีนสร้างสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นทางวิ่งขึ้นลงของอากาศยาน 3,048 m
สหรัฐฯวิเคราะห์ว่าทางวิ่งขึ้นลงนี้ สามารถรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดได้
อย่างไรก็ตาม ในการพบปะกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อเดือนกันยายน 2015 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนกล่าวว่าจีนไม่มีเจตนาที่จะส่งทหารเข้าไปบนเกาะเหล่านี้ แต่ทางสหรัฐฯ เชื่อว่าจีนกำลังสร้างสิ่งก่อสร้างทางการทหาร เพื่อเป้าหมายเสริมกำลังพลในพื้นที่ที่อ้างกรรมสิทธิ์ในอนาคต ซึ่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องจีนให้ระงับโครงการดังกล่าวเป็นการถาวรด้วย
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า แนวปะการังเล็กๆที่ไม่มีอะไร มีความหมายอย่างยิ่งในด้านความมั่นคง และยังมีค่าอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในบริเวณหมู่เกาะบริเวณนี้ ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นอ่าวเปอร์เซียแห่งที่สองของโลก
แม้วันนี้สหรัฐฯจะก้าวขาเข้ามาในความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์ชัดเจน
จนหลายฝ่ายกังวลว่าน่านน้ำทะเลจีนใต้จะกลายเป็นสมรภูมิประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป หมู่เกาะแห่งนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างจีนและบรรดาชาติรัฐในกลุ่มอาเซียนมาโดยตลอด ใครอ้างว่าอย่างไร และทำไมต้องเป็นหมู่เกาะสแปรตลีย์
หมู่เกาะที่ประกอบด้วยแนวหินโสโครก แนวปะการัง กว่า 700 เกาะในทะเลจีนใต้แห่งนี้ เป็นพื้นที่พิพาทสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ตัวหมู่เกาะเองไม่มีทรัพยากรมีค่าใด แม้แนวเขตของหมู่เกาะจะกินพื้นที่กว้างถึง 425,000 ตารางกิโลเมตร กระจัดกระจายอย่างกว้างขวางในทะเลจีนใต้ แต่พื้นที่จริงรวมกันมีไม่ถึง 4 ตารางกิโลเมตร
เชื่อกันว่าใต้ทะเลของหมู่เกาะสแปรตลีย์ อุดมไปด้วยทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในยุคนี้อย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หมู่เกาะสแปรตลีย์ จึงกลายเป็นที่หมายปอง
ที่ผ่านมาชาติในแถบทะเลจีนใต้ และฝรั่งเศสได้พยายามเข้ามาอ้างสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะนี้หลายครั้ง
การลงนามเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างจีนและฝรั่งเศส เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีการรับรองว่าหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลเป็นของจีน จีนส่งเรือลาดตระเวนไปบริเวณหมู่เกาะ และปักธงชาติแสดงความเป็นเจ้าของในช่วงปี 1902-1907
ถัดมาในปี 1933 ฝรั่งเศสยืนยันว่าหมู่เกาะทั้งสองเป็นของตนและเข้าครอบครองหมู่เกาะสแปรตลีย์บางส่วน มีการสร้างสถานีตรวจสอบสภาพอากาศและปกครองเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคม ท่ามกลางการคัดค้านของจีน
ปี1939 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเข้ายึดหมู่เกาะบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการทหาร โดยหมู่เกาะสแปรตลีย์อยู่ในเขตอำนาจศาลไต้หวัน ขณะที่หมู่เกาะพาราเซลอยู่ในเขตอำนาจศาลไหหนานและไต้หวันเข้ามาอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะด้วย
กระทั่งปี 1945 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และส่งมอบหมู่เกาะที่ยึดคืนได้ให้จีน จีนกลับมาสิทธิเหนือหมู่เกาะอย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง
ช่วงปี1950 ฟิลลิปปินส์เข้ามาอ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบหมู่เกาะนี้ โดยนักเดินเรือที่มีชื่อว่าโทมัส โคลมา และนำมาซึ่งการประกาศกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะอย่างเป็นทางการในปี 1971 ในยุคประธานาธิบดีมาร์กอส
ต่อมามิถุนายน 2011 ฟิลลิปปินส์เริ่มเรียกขานหมู่เกาะแห่งนี้ว่า "ทะเลฟิลลิปปินส์ตะวันตก กรกฎาคมปีเดียวกัน เวียดนามผ่านกฎหมายปักปันเขตแดนที่รวมเอาหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลไว้ด้วย
การช่วงชิงหมู่เกาะสแปรตลีย์นี้ ไต้หวันกับจีนทำงานร่วมกันอย่างเข้าขา เนื่องจากข้อกล่าวอ้างของทั้งสองเป็นคุณซึ่งกันและกัน ขณะที่จีนกระทบกระทั่งกับเรือสัญชาติเวียดนามและชาติอื่นๆในทะเลหลายต่อหลายครั้ง
ส่วนท่าทีของมาเลเซียนั้น แม้ว่าเป็นหนึ่งในผู้อ้างกรรมสิทธิ์ แต่มีท่าทางอ่อนกับจีนอย่างเห็นได้ชัด เดือนสิงหาคม2013 มาเลเซียประกาศว่าพร้อมทำงานร่วมกับจีนเกี่ยวกับพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยในแถลงการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ระบุถึงชาติอื่นๆที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ นอกจากนั้นรัฐมนตรีกลาโหม ฮิชามุดีน ฮุสเซน ยังบอกด้วยว่ามาเลเซียไม่มีปัญหากับการลาดตระเวนน่านน้ำของจีน พร้อมกล่าวกับอาเซียน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ว่า "ศัตรูของท่านไม่ได้หมายความว่าเป็นศัตรูของเรา"
ข้อพิพาทดำเนินต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งล่าสุดในปี 2015 ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ก็ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ เมื่อสหรัฐฯ ที่อยู่ไกลออกไปคนละซีกโลก ตัดสินใจส่งเรือพิฆาตติดขีปนาวุธเข้ามาทดสอบระยะอธิปไตย 12 ไมล์ทะเลจากเกาะเทียมของจีน ในแนวปะการังซูบีและมิสชีฟ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่เคยถูกมองว่าพี่ใหญ่รังแกน้อง กลายเป็นว่ามีคนไกลยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว
นักวิชาการเชื่อสงครามไม่เกิด หากแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัว
สิ่งที่ทั่วโลกจับตามากที่สุดเวลานี้ก็คือ การเข้ามาของสหรัฐฯ จะบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ โดยมีทะเลจีนใต้เป็นสนามประลองกำลังหรือไม่
ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่าแม้สถานการณ์ขณะนี้จะสุ่มเสี่ยง แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าจะไม่พัฒนาไปเป็นความขัดแย้งระดับสูง เพราะสองฝ่ายไม่มีใครอยากเข้าสู่สงคราม เพราะไม่เป็นผลดีทางเศรษฐกิจกับทั้งคู่ และกับโลกด้วย แต่ความขัดแย้งระดับหนึ่งจะดำเนินต่อไป เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการยืนยันสิทธิของตน ขณะที่อีกฝ่ายต้องการยืนยันว่าเป็นน่านน้ำสากล
ขณะที่หากมองจุดยืนของไทยในความขัดแย้งครั้งนี้ อ.วิบูลพงศ์ชื่นชมท่าทีของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าไทยไม่เกี่ยวข้องกับปัญหา อย่างไรก็ตามไทยอาจเสนอแนะเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาได้ หากจะมีการพูดคุยเจรจากัน แต่จุดยืนเบื้องต้นที่เราสามารถทำได้คือยืนยันการยอมรับกฎหมายทางทะเล ที่กำหนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นน่านน้ำสากล ส่วนผลกระทบต่ออาเซียนนั้น อ.วิบูลพงศ์มองว่าไม่น่ากระทบมากนัก