วันนี้(9 พ.ย. 58) นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้น้ำใน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประมาณ 2,000 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ กปน.ต้องปรับแผนการผลิตน้ำประปาให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมาตรการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้มีน้ำสำหรับผลิต ส่งให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภคโดยไม่เดือดร้อนนั้น ต้องดำเนินการควบคู่กันไปในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการลดอัตราแรงดันการปล่อยน้ำไปยังบ้านเรือนประชาชนในช่วงเวลา 22.00 - 05.00 น. ซึ่งจะช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำได้ประมาณ ร้อยละ 10 โดยจะเริ่มทดลองในช่วงเดือน ธ.ค. และดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในเดือน ม.ค. ปีหน้า ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการอุปโภคบริโภคขอให้ประชาชนเตรียมถังรองน้ำขนาด 60 ลิตร รองน้ำไว้ใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตามยืนยันว่าประชาชนยังจะมีน้ำใช้ตามปกติ เพียงแต่ความแรงของน้ำจะลดลงเท่านั้น
ด้าน ดร.อภิชาต อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบภัยแล้งจากการใช้น้ำภาคการเกษตรว่า แม้ภาพรวมภาคการเกษตรจะใช้น้ำมากที่สุด แต่การระบุว่าปริมาณน้ำที่เหลือน้อยในปีนี้ เป็นผลมาจากการใช้น้ำทำนาในปีที่ผ่านมานั้น ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะในความเป็นจริงแล้วการบริหารจัดการน้ำ ต้องมองแบบองค์รวมทั้งระบบ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยบริหารน้ำแบบเอาน้ำต้นทุนในปีหน้า หรือพูดง่ายๆ คือการนำน้ำในอนาคตมาใช้ก่อน จึงทำให้เกิดปัญหาสืบเนื่องในปีต่อมา ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในอนาคต นอกจากในแต่ละปีภาครัฐต้องปรับกลไกกำกับการใช้น้ำแล้ว ขณะเดียวกันต้องจัดทำแผนการใช้น้ำด้วย สำหรับใช้เป็นแนวทางการจัดการในรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ นอกจากนี้หากจำเป็นต้องขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้ทำนา ก็ต้องมีแผนรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว