กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ชายไทยทุกคนต่างให้ความสนใจ หลัง ร่าง พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 58 ตามความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรีที่ส่งไม้ต่อมาให้ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
แม้ว่ารัฐจะให้เหตุผลว่าเป้าหมายของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ คือต้องการให้กองทัพมีกำลังพลสำรองไว้สำหรับกรณีที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปกป้องประเทศในยามฉุกเฉิน พร้อมกับยันยันว่าทำไปเพื่อประโยชน์และความมั่นคงของประเทศชาติ..
แต่ยังคงเกิดเป็นคำถามว่าประเทศไทยนั้น จำเป็นถึงขั้นที่ต้องมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไทยถือว่ามีกำลังพลมากกว่า ส่งผลให้งบประมาณของกองทัพเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์ในประเทศไทย ก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับสงคราม ที่ต้องระดมชายไทยจากทั่วประเทศ เข้าประจำการพร้อมรบมากขนาดนั้น ?
หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศบังคับใช้ จะส่งผลกระทบต่อชายไทย 12 ล้านคน โดยกระทรวงกลาโหมจะเรียกกำลังพลสำรองปีละ ร้อยละ 2.5 ของกำลังพลทั้งหมดเข้าฝึกทหาร ตามข้อกำหนดมมาตรา 15 ที่ระบุให้กำลังพลสำรองมาจาก 2 ส่วน โดยส่วนแรกมาจากการรับสมัครจากผู้ที่มีคุณสมบัติและข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม ขณะที่ส่วนที่สองมากจาก 1.คัดเลือกจากทหารสัญญาบัตรกองหนุน 2.นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการ 3.นายทหารสัญญาบัตรนอกกอง 4.ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 คือผู้ที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว หรือผู้ที่ได้รับการยกเว้นเพราะเรียน รด. ที่อายุไม่เกิน 40 ปี และ 5.ทหารกองหนุนประเภทที่ 2 คือผู้ที่จับได้ใบดำ
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่า "ระยะเวลาในการฝึกประจำการตามเหล่าทัพอยู่ที่ 2 เดือน แต่หากเกิดเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉิน หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก กองทัพสามารถเรียกระดมกำลังพลได้ทันที"
แต่หากหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับราชการทหาร มีโทษปรับและจำคุกไม่เกิน 4 ปี และแม้ว่าจะเขารับการฝึก แต่หากอยู่ไม่ครบกำหนดเวลาตามคำสั่งเรียก ถือว่ามีความผิดฐานหนีราชการและต้องโทษตามกฎหมายว่าด้วยอาญาทหาร