เฉพาะข้อมูลที่ปรากฎออกมาในเวลานี้ ที่งบของงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ 1. คืองบกลางปี 2558 สั่งจ่ายจากสำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบกให้กรมยุทธโยธาทหารบก ดำเนินการ สตง.เปิดเผยว่า เบิกจ่ายไปแล้วร้อยละ 80 ส่วนที่ 2 งบบริจาค ที่มาจากทั้งประชาชน ข้าราชการ และบริษัทเอกชน ในส่วนนี้ยังไม่ปรากฎจำนวนที่ชัดเจน
ประเด็นสำคัญของงบประมาณทั้ง 2 ส่วนนี้ ยังไม่นัยยะสำคัญที่จะบอกได้ว่า โครงการนี้มีการทุจริตหรือไม่ แต่งบในส่วนแรกคืองบกลาง ซึ่งถือเป็นงบของแผ่นดิน ไม่เคยถูกเปิดเผยก่อนจากคนที่มีส่วนรับผิดชอบโครงการทั้งจากพลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม / พลเอกธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก/ หรือแม้แต่รัฐบาล
และถ้าหากย้อนไปดูแนวทางปฏบัติขออนุมัติใช้เงินงบกลาง ของสำนักเลขาธิการที่บันทึกการประชุมของคณะรัฐมนตรีจนกระทั่งมีมติในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557 ชัดเจนว่า ไม่ว่างบจะมีจำนวนเท่าไหร่นายกรัฐมนตรีหรือไม่คณะรัฐมนตรีต้องรับรู้ เพราะมติคณะรัฐมนตรีในวันนั้น เห็นชอบไว้ว่าถ้างบไม่ถึง 100 ล้านบาท นายกฯมีอำนาจอุนมัติโดยไม่ต้องผ่าน ครม. แต่ถ้าเกิน 100 ล้านบาทต้องให้ครม.พิจารณา
และเมื่อนำประเด็นไปถามทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ทั้ง 2 คน ยืนยันว่า งบประมาณก้อนนี้ผ่านกระบวนการอนุมติที่ถูกต้อง ส่วนเมื่ออนุมัติไปแล้ว จะมีการนำไปใช้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องจะตรวจสอบ และเป็นเรื่องของตัวบุคคลที่จะผ่านกระบวนการทางกฎหมายหากพบว่าทำผิด ไม่ใช่เรื่องของภาพรวม ผู้บังคับบัญชา
ประมวลเงื่อนปม รอการชี้แจงสร้างอุทยานราชภักดิ์
นอกจากที่มาของงบประมาณ ยังมีรายละเอียดในก่อสร้างที่ถูกเป็นเงื่อนปมที่ยังไม่ได้ความชัดเจนในเวลานี้ // แน่นอนว่า หากจะแจกแจงจุดนี้อย่างครบถ้วน ต้องย้อนกลับไปดูรายรับราย รายจ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการ
ถ้าไม่ใช่ข้อมูลของคณะกรรมการตรวจสอบของกองทัพหรือกระทรวงกลาโหมที่กำลังแต่งตั้งขึ้น ที่มีเปิดรวบรวมรายจ่ายในโครงการนี้ไว้อย่างสมบูรณ์และเห็นภาพรวมที่สุดในเวลานี้ ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลจากเวปไซด์ไทยพลับลิก้า
รายจ่ายหลักๆประกอบด้วย ค่าหล่อพระราชานุสาวรีย์อดีตพระมหากษัตริย์ 7 พระองค์ ที่มีโรงหล่อ 6 แห่งเข้ามารับงาน เฉลี่ยต้องจ่ายค่าจ้างองค์ละประมาณ 41 – 45 ล้านบาท รวม 7 องค์ก็น่าจะอยู่ที่ราว 287 – 315 ล้านบาท นี่เป็นข้อมูลที่เปิดเผยชัดเจนวันที่ผู้บัญชาการทหารบกแถลงข่าวอยู่แล้ว ไม่ใช่ข้อมูลใหม่
แต่ข้อมูลอีกชุดหนึ่งค่าใช้ในการก่อสร้างองค์ประกอบต่างๆของสถานที่ ที่มีการรวบรวมจากเวปไซด์ที่กฎหมาย ป.ป.ช. บังคับให้หน่วยงานราชการต้องเปิดเผยรายการจัดซื้อจัดจ้างและคำนวณราคากลางไว้ในระบบอิเล็กทรอนิก และศูนย์ข้อมูลข่าวสารของกองทัพบก ทีมีการใช้สิทธิ์ยื่นขอข้อมูลตามพรบ.ข่าวสาร ก็ยังพบรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ แบ่งเป็น
- -ลานสักการะกว่า 34 ล้านบาท
- -สร้างรั้วภายในภายนอก 2 โครงการรวมกว่า 20 ล้านบาท
- -ติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูปกว่า 11 ล้านบาท
- -ป้ายทางเข้าและอาคาร รปภ.อีกกว่า 2 ล้านบาท
เมื่อนำมารวมกับค่าหล่อพระราชานุสารีย์ 7 พระองค์รายจ่ายจะอยู่ที่ราว 361 – 389 ล้านบาท
และหากนำมาเปรียบเทียบกับรายรับ ประกอบด้วยงบบริจาคเฉพาะที่ตรวจสอบได้จากเวปไซด์ของกองทัพบก หน่วยงานใต้สังกัด เว็ปไซด์ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 งบบริจาคจากองค์กรเอกชนที่ปรากฎตามสื่อ รวมแล้วอยู่ที่ ราว 468 ล้านบาท
งบกลาง 63,575,300 บาท ที่เปิดเผยจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือ คตง.
งบบริจาคที่ยังไม่ปรากฎข้อมูลและอยู่ระหว่างตรวจสอบรวบรวม ในส่วนนี้ยังไม่ทราบจำนวน
และเมื่อนำย้อนดูกับข้อมูลรายจ่ายในภาพรวมตามที่พลเอกอุมเดช สีตบุตร ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดของโครงการเคยระบุไว้ที่ราว 800 ถึง 100 ล้านบาท นั่นหมายความว่ารายจ่ายที่พบว่ามีหลักฐานในเวลาที่อยู่ที่ราว 389 ล้าน หรือเกือบ 400 ล้านบาท ยังไม่ถึงครึ่งของงบรายจ่ายในภาพรวมที่เปิดเผยออกมา // ในส่วนนี้ถือเป็นจิ๊กซอร์สำคัญที่หากมีการชี้แจงได้ชัดเจนว่า ส่วนมีเหลือมีการนำไปใช้อะไร ก็อาจจะทำให้ความเคลือบแคลงในโครงการนี้ลดลง
รวมถึงประเด็นต่างๆที่เวลากลายเป็นคำถามใหญ่เหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- จำนวนงบบริจาคที่แท้จริง
-ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างว่าเป็นไปตามระเบียบของราชการหรือไม่ รวมถึงราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สตง.อาสาเข้ามาตรวจสอบแล้ว
-และที่สำคัญที่สุด คือ สาเหตุที่ไม่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีการใช้งบกลางหรืองบแผ่นดิน เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนิน มาจากเหตุผลใด แม้ว่าวันนี้พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะออกมาแจกแจงแล้วว่า เป็นงบที่นำมาใช้ปรับที่ดินในการก่อสร้าง
แม้เวลานี้ทั้งนายกรัฐมนตรีและจะพยายามเน้นย้ำว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นเรื่องของตัวบุคคล ตรวจสอบพบว่าใครทำผิดต้องรับโทษ แต่ก็ดูเหมือนจะเปิดเผยออกมาเป็นนัยๆว่า เวลานี้พลเอกอุดมเดช ก็อยู่ระหว่างพิจาณาอยู่ว่าจะรับผิดชอบต่อโครงการนี้อย่างไร