จากรายงานจะเห็นแล้วว่า วิกฤตที่เนปาลขาดแคลนน้ำมันและแก๊สในขณะนี้ เกิดจากปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก ... นั่นก็คือ การประท้วงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนระหว่างเนปาล กับ อินเดีย การประท้วงนี้ ในรายงานบอกไปแล้วว่า เป็นเพราะความไม่พอใจของกลุ่มชนเผ่า ที่เนปาลใช้ระบบสหพันธรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 7 รัฐ ซึ่งทำให้ชนเผ่าตามแนวชายแดนถูกแบ่งออกจากกัน โดยพวกเขาต้องการให้พื้นที่ชายแดนทั้งหมดถูกรวมเป็น 1 รัฐ ที่ปกครองตัวเอง
เป็นภาพแบ่งสีการปกครองของเนปาลแบบสหพันธรัฐ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา หลังรัฐสภาลงมติผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 7 รัฐ แต่ละรัฐจะปกครองตัวเอง มีรัฐสภา มีมุขมนตรีของแต่ละรัฐเอง โดยให้เหตุผลเรื่องการกระจายอำนาจ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ตั้งแต่ปี 2551 แต่ยังไม่สามารถกระจายอำนาจได้
จะเห็นว่า ตามรูปแบบนี้ พื้นที่ที่ติดกับชายแดนประเทศอินเดีย มีถึง 6 รัฐ ตามเป้าหมายที่เชื่อว่า การมีพื้นที่ติดอินเดีย จะช่วยเรื่องเศรษฐกิจ การค้าขายได้มาก แต่รูปแบบนี้ กลับสร้างความไม่ใจให้กับกลุ่มชนเผ่าจนเกิดการประท้วง
พื้นที่ประท้วงที่คุณสถาพร รายงานเข้ามา คือพื้นที่สีชมพู เพราะการแบ่งรัฐในรูปแบบนี้ ทำให้กลุ่มชนเผ่าที่มีอยู่หลายชาติพันธ์มากไม่พอใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ตามแนวชายแดน อย่างกลุ่ม Madesh (มาเดช) และ Thura (ทูร่า) เพราะเชื่อว่า หากแบ่งรัฐตามเดิม เมื่อพวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแต่ละรัฐ จะทำให้เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยจนไม่มีที่นั่งในสภาของรัฐ หรือมีก็น้อยมาก ... กลุ่มเหล่านี้ จึงเรียกร้องให้แบ่งรัฐใหม่ เป็นรัฐชนเผ่า ซึ่งหมายถึง ให้แบ่งตามแนวนอนด้านล่างเป็น 2 รัฐใหญ่ของพวก Madesh 1 รัฐ และ Thura 1 รัฐ เพื่อที่จะได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาของรัฐในพื้นที่ชายแดนทั้งหมด มีมุขมนตรี(ผู้ว่าการรัฐ)ของตัวเอง แต่โมเดลนี้ ก็ถูกมองจากชาวเนปาลีในพื้นที่อื่นๆ ว่าเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไป เพราะจะทำให้กลุ่มที่อยู่ชายแดนผูกขาดการค้าและการขนส่งกับอินเดียทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจของเนปาล โดยกลุ่มที่ประท้วงอยู่ที่ด่านบริกันจ์ที่รายงานเข้ามา คือ Madesh
ความขัดแย้งนี้กำลังส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจละความเป็นอยู่ของคนเนปาล เพราะถือว่า ขาดแคลนปัจจัยดำรงชีวิตที่สำคัญ คือ เชื้อเพลิงทุกอย่าง บทวิเคราะห์บางส่วน เตือนแล้วว่า การเร่งรีบผ่านรัฐธรรมนูญ จะทำห้เกิดปัญหา เพราะที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เคยผ่านสภาได้สำเร็จมาตลอด 7 ปี จนกระทั่งสภามีมติรวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 26เมษายนที่ผ่านมา
แต่อีกมุมหนึ่ง ชาวเนปาลบางส่วน ที่ไม่พอใจการประท้วงเช่นกัน กลับมองว่า อินเดีย อาจจะอยู่เบื้องหลังการประท้วงนี้ โดยอ้างสมมติฐานว่า มีการให้ที่พักพิงในฝั่งอินเดียกับผู้ประท้วง และวิเคราะห์ว่า การแบ่งออกเป็น 7 รัฐ ที่มีกฎหมายต่างกัน ทำให้การค้าขายของอินเดียมายังเนปาลทำได้ยากขึ้น
นี่คือราคาเชื้อเพลิงที่ชาวเนปาลต้องจ่ายในขณะนี้ (อ่านตามเพลท) จะเห็นว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับค่าแรงที่พวกเขาได้รับความเดือดร้อนของชาวเนปาล ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ เพราะประเด็นเรื่องน้ำมันและเชื้อเพลิงนี้ ถูกใช้เป็นข้อต่อรองระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย แม้จะมีการพูดคุยกันโดยตลอด แต่ก็ไม่มีข้อตกลงใดๆ ฝ่ายผู้ประท้วง ก็เชื่อว่าจำเป็นต้องใช้เงื่อนไขนี้ เป็นแรงกดดันไปยังรัฐบาล ขณะที่รัฐบาล ก็เชื่อว่า นี่จะเป็นเงื่อนไขที่กลับไปกดดันฝ่ายผู้ประท้วงเอง เพราะมองว่า ข้อเรียกร้องที่ฝ่ายผู้ประท้วงเรียกร้อง มากเกินไป ไม่สามารถปฏิบัติได้
นี่เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่เนปาลกำลังเผชิญอย่างแท้จริง เวลานี้ พวกเขาขาดแคลนปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต อย่างน้ำมันและแก๊ส