เฉพาะปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันนี้ มีน้ำกักเก็บเฉลี่ยทั้ง 4 เขื่อนอยู่ 43 เปอร์เซนต์ของความจุ แต่น้ำที่ใช้การได้จริงคิดอยู่เฉลี่ยออกมาอยู่ที่ 22 เปอร์เซนต์ และหากอยู่จากปริมาณน้ำระบายในช่วงนี้ที่อยู่ประมาณวันละ 15 ล้าน ลบ.ม.
แม้โดยรวมถือจะดีขึ้นจากช่วงกลางปีที่ผ่านมาอย่างมาก แต่สถานการณ์นี้ก็แสดงความหมายอย่างชัดเจนว่า เวลานี้กรมชลประทานยังคงมีความระมัดระวังในการบริหารจัดการน้ำอย่างมาก เพราะปริมาณน้ำที่ปล่อยอยู่ในระดับนี้ เป็นเพียงแค่การรักษาระบบนิเวศและใช้ในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่เพียงพอรองรับภาคเกษตร
ข้อมูลปริมาณน้ำ ไม่มีข้อโต้แย้ง และเป็นสถานการณ์ที่รับรู้กันอย่างดี แต่ความรุนแรงภัยธรรมชาติอย่างเอลนีโญ ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง นับว่ามีความสับสนอย่างมาก เมื่ออธิบดีกรมกรมชลประทานระบุว่า สถานการณ์นี้จะคลี่คลายหลังสิ้นเดือนมกราคมเป็นต้นไปและเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนมกราคม แต่ถูกโต้แย้งจากคนที่เรียกตัวเองว่า นักค้นคว้าด้านภัยพิบัติว่า หากพูดเช่นนี้อาจสร้างความเข้าใจที่คาดเคลื่อนได้
เว็บมาสเตอร์ภัยพิบัติ ดอท คอม อ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เป็นการเก็บสถิติและคำนวณจากวงรอบของการเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ ตามกราฟิกนี้ อาจมีความหมายไม่แตกต่างจากที่อธิบดีกรมชลประทานให้ข้อมูล คือ ความรุนแรงของสถานการณ์จะลดลงตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 เป็นต้นไป และจะเริ่มลดระดับอย่างชัดเจนในเดือนมีนาคม ก่อนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนพฤษภาคม แต่ความหมายของตัวเลขนี้ ไม่ได้หมายความว่าตั้งแต่เดือนมกราคม สถานการณ์วิกฤตภัยแล้งจะดีขึ้น เพราะถือว่าประเทศไทยยังต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อยู่ไปจนถึงอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม
เว็บมาสเตอร์ภัยพิบัติ ดอท คอม คนที่ตั้งข้อสังเกตุเรื่องนี้ จึงเสนอว่า อธิบดีกรมชลประทานควรจะนำเสนอข้อมูลชุดนี้ให้ชัดเจนขึ้น เพราะการสื่อความถือว่ามีความสำคัญมากในภาวะภัยพิบัติ ซึ่งอาจหมายถึง การเตรียมรับมือที่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้เกษตรกรเข้าใจสถานการณ์ และให้ความร่วมมือกับมาตรการที่จะลดความเสียหายต่อวิถีเพาะปลูก