โครงการแรก คือโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการนี้ เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ว่า จะผลักดันให้เกิดขึ้น หลังโครงการนี้ถูกพับไปตั้งแต่ปี 2538 เพราะมีกระแสการคัดค้านอย่างหนักจากคนในพื้นที่ ทำให้โครงการนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง และตามมาด้วยกระแสการคัดค้าน
โครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา เป็นหนึ่ง ในแผนยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปี2558-2565 วงเงินลงทุนประมาณ 37,480 ล้านบาท กำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 ตามแผน จะถูกสร้างบริเวณอ่าวปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ถมทะเล กินเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ เชื่อมชายฝั่งด้วยสะพานถนนขนาด 4 เลน ซึ่งที่ตั้งของโครงการนี้อยู่ในเขตอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
การจะเกิดขึ้นของท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมต่อจากจังหวัดสตูล ทะเลอันดามัน ไปจังหวัดสงขลา ทะเลอ่าวไทย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนในพื้นที่ทั้งในจังหวัดสตูลและสงขลา ออกมาคัดค้าน โดยพวกเขามองว่า ด้วยศักยภาพของพื้นที่ ที่มีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยธุรกิจการท่องเที่ยว และการเกษตร ที่แต่ละปีสร้างรายได้เข้าจังหวัดจำนวนมาก โดยไม่ต้องพึ่งพิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
แม้กระแสการคัดค้านจะมีอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็ยังพยายามผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น โดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งให้กรมเจ้าท่า ไปทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EHIA ใหม่ หลังรายงานฉบับเก่าที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2546 ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ตรงความเป็นจริงและเป็นข้อมูลเก่า และให้ทำการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA เพิ่มเติม โดยการศึกษาทั้ง 2รายการ ได้เดินหน้าไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนก็การศึกษาและทำรายงานผลกระทบ
นี่เป็นสิ่งสะท้อนหนึ่งว่าภายในปี 2565 รัฐบาลต้องการให้โครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราเกิดขึ้น ตามแผนยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งน่าจับตามอง โดยเฉพาะกระแสการคัดค้านของคนในพื้นที่ที่ค่อนข้างแข็งแรง
2.โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ (20 กรกฎาคม 2558)
โครงการต่อมาคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 800 เมกกะวัตต์ โครงการนี้มีกระแสการคัดค้านที่ชัดเจนมาก เนื่องจากจังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับโลก ความกังวลเรื่องผลกระทบทั้งต่อทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวจึงมีสูง การคัดค้านดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเริ่มมีการอดอาหารประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จากตัวแทนเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนจะเริ่มขยายตัวจนมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชาวบ้านจังหวัดกระบี่ และเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกว่า 150 คนเดินหน้ากดดันรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. จะเปิดประมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ยังไม่ผ่านการพิจารณา
ชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ1.ให้รัฐบาลระงับการทำรายงาน EHIA ไปก่อน 2.ให้ระงับการประมูลโครงการ และ3.ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ กฟผ. กระทรวงพลังงาน นักวิชาการ และตัวแทนเครือข่ายปกป้องอันดามัน เพื่อศึกษาการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ โดยให้พิจารณาการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากปาล์มน้ำมันที่เป็นข้อเรียกร้องของเครือข่ายอันดามัน หลังเดินหน้าเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตอบรับข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายเพื่อศึกษาทางเลือกด้านพลังงานสำหรับ จังหวัดกระบี่
หลังนายกรัฐมนตรี รับข้อเรียกร้อง ผ่านไป 5 เดือน จึงได้ลงนาม ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
คณะกรรมการชุดนี้ มีทั้งหมด 29 คน มี พลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธาน มีกรรมการ ตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายประชาชน
ตัวแทนฝ่ายราชการ จะมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน, ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, รองเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่, ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น
ขณะที่รายชื่อกรรมการภาคประชาชน อาทิ รองศาสตราจารย์ ภิญโญ มีชำนะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รองศาสตราจารย์ เรณู เวชรัตน์พิมล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร, กิตติชัย เอ่งฉ้วน รองนายก อบจ.กระบี่, อมฤต ศิริพรจุฑากุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่ เป็นต้น
โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษานโยบายและมาตรการในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน รวมถึงเร่งรัดและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ชาวจังหวัดกระบี่และเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน พยายามบอกมาโดยตลอดในการเดินหน้าคัดค้าน คือ พวกเขาต้องการความมั่นคงทางพลังงาน ต้องการโรงไฟฟ้า แต่ไม่ต้องการถ่านหิน และมีแนวคิด ที่จะใช้ ปาล์มน้ำมันเป็นพลังงานทางเลือก ซึ่งในพื้นที่จังหวัดกระบี่มีโรงงานน้ำมันปาล์มที่ นำเศษวัสดุเหลือใช้จากปาล์มน้ำมัน มาใช้ผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองแล้วกว่า 10 โรงงาน จากทั้งหมดกว่า 30 โรงงาน
น่าจับตามองว่า ในปีหน้า หลังจากตั้งคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ขึ้นมาแล้ว การผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินของรัฐบาลจะเป็นไปทิศทางใด และชาวบ้านจังหวัดกระบี่ รวมถึงเครือข่ายปกป้องอันดามันจะสามารถผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกได้หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นความพยายามในการต่อสู้ทางข้อมูลและความคิด กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน
3. บทเรียนเหมืองทองพิจิตร-เลย สู่การค้านนโยบายขยายเหมือง12จังหวัด
"เหมืองทองคำ" คือ ประเด็นข่าวสิ่งแวดล้อม ที่มีความเคลื่อนไหวมาก ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา หลังมีนโยบายขยายพื้นที่ทำเหมืองไปอีก 12 จังหวัด ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในพื้นที่ใกล้เหมืองทองคำที่จังหวัดเลย และพิจิตร แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ผลกระทบเกิดจากการทำเหมือง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ประเด็น "เหมืองทอง" เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนแห่งปี 2558 โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาการฟ้องร้องเกิดขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการเหมืองทองที่จังหวัดเลย กับเยาวชนที่ทำข่าวเผยแพร่ในฐานะ "นักข่าวพลเมือง"
ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบเหมืองทองคำจังหวัดเลย และกลุ่มคนที่คัดค้านเหมือง ร่วมกันแขวนป้าย "ฉัน คือ พลอย" เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ยินยอมให้เกิดการเจรจาระหว่างบริษัททุ่งคำ กับเยาวชน อายุ 15 ปี ที่นำเสนอข่าวผ่านช่องทาง "นักข่าวพลเมือง" จนถูกฟ้องร้องจากเจ้าของเหมือง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา หลังการฟ้องร้องต่อเยาวชน กลายเป็นข่าวดัง และประเด็นการต่อต้านเหมืองทอง กลับมาเป็นที่สนใจต่อประชาชนทั่วไป
ที่ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร กว่า14ปีที่ชาวบ้าน ต้องอยู่อาศัยในบริเวณใกล้กับเหมืองทองคำและบ่อกากแร่ รวมถึงต้องเผชิญกับผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จนบางส่วนต้องย้ายออกจากชุมชนไป
ส่วนคนที่ยังย้ายไปไหนไม่ได้ เรียกร้องให้อพยพคนในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลเมื่อปี 2557 ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายประชาชน โดยเฉพาะสารหนู และแมงกานิส ปริมาณสูงเกินมาตรฐานร้อยละ 35 ถึง 40 ของจำนวนผู้ตรวจ 700 คน ตรวจพบความผิดปกติของดีเอ็นเอ หรือสารพันธุกรรมในร่างกายประชาชน 200 คน จาก 600 ตัวอย่าง ผลการตรวจสุขภาพ สร้างความกังวลให้กับชาวบ้าน และตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองหรือไม่
ในปีที่ผ่านมา มีนโยบายที่จะขยายการทำเหมืองทองในอีก 12จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง เชียงราย แพร่ ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย และตาก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคนที่อยู่ใกล้เหมืองทองคำที่มีอยู่แล้ว สร้างความกังวลไปยังพื้นที่ที่มีนโยบายจะขยายเหมืองเพิ่ม โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลล่าสุด จากคณะทำงานย่อยด้านการพัฒนาระบบการตรวจติดตามและเฝ้าระวังทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแบบบูรณาการ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของชุมชนรอบเหมืองทองพิจิตรออกมาว่า พบสารโลหะหนักจำนวนมาก ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ใกล้บ่อเก็บกากแร่ของเหมืองที่จังหวัดพิจิตร
และยื่นเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้นำเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองเป็นคดีพิเศษ และเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน จนกระทั่ง ป.ป.ช.ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่งข้อมูลความผิดปกติมาให้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการอนุญาตทำเหมืองทองในประเทศไทย โดยมีรายชื่อ นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงหลายรายอยู่ในบัญชี
4. แก้ผังเมือง สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ วาระแห่งชาติ
อีกประเด็นที่ถือเป็น วาระแห่งชาติ คือ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เป็นโครงการที่จะเกิดขึ้นมากกว่า 50 แห่ง ทั่วประเทศ หลายจังหวัดปรับเปลี่ยนผังเมือง เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้า บางพื้นที่ จัดหาที่ดินรอไว้แล้ว แม้โครงการจะยังไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่ ที่กังวลจะเกิดผลกระทบ เช่นที่ เชียงรากใหญ่ ปทุมธานี
เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ชาวตำบลเชียงรากใหญ่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ขนาด 25 เมกกะวัตต์ เพราะอยู่ใกล้ชุมชน ห่างจากแหล่งน้ำดิบสำแล ของการประปานครหลวงที่ใช้ผลิตน้ำประปาส่งไปกรุงเทพมหานคร เพียง 1 กิโลเมตร และพื้นที่ก่อสร้างยังเป็นแหล่งอนุรักษ์ มีสวนไร่เกษตรของประชาชนจำนวนมาก
เนื้อที่กว่า 145 ไร่ ที่บริษัทเอกชนซื้อมาจากอดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีนายก อบต.เชียงรากใหญ่ เป็นผู้ลงนามทำสัญญาจะซื้อจะขาย อยู่ระหว่างปรับหน้าดินและคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่า โครงการจะเกิดขึ้นแน่นอน ขัดแย้งกับข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากใหญ่ส่งไปยังผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า ยังไม่มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เช่นเดียวกับที่ทางจังหวัดปทุมธานี ยืนยันหลายครั้งว่า โครงการนี้ ยังไม่ผ่านกระบวนการใดเลย รวมทั้งยังไม่ผ่านการคัดเลือกพื้นที่ก่อสร้างด้วย
แปลนก่อสร้างนี้ นายก อบต.เชียงรากใหญ่ ผู้ที่ลงนามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนำมาเปิดเผยกับทีมข่าว PPTVเอง มีรายละเอียดของโครงการและองค์ประกอบต่างๆอย่างชัดเจน แต่ไม่ปรากฏจุดที่ตั้งของบ่อขยะ ซึ่งไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด ที่กำหนดให้สถานที่ก่อสร้างต้องมีบ่อขยะรองรับ
ในภาพ จะเห็นว่า มีที่ตั้งของโรงไฟฟ้า 3 โรง ขนาด 8 / 8 และ 9 เมกกะวัตต์ รวมเป็น 25 เมกกะวัตต์ ทำให้แต่ละโรงมีขนาดไม่ถึง 10 เมกกะวัตต์ ไม่ต้องทำ EIA แม้ในภายหลังจะพบว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีประกาศ ยกเว้นการทำ EIA ให้โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทุกขนาด เพื่อรับนโยบายนี้
เขตสีชมพู = ที่ดินประเภทชุมชน
เขตสีม่วง = ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า
เขตสีเขียว = ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า
เขตสีขาวมีกรอบและมีเส้นทแยงที่เขียว = ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและสิ่งแวดล้อม
เขตสีเขียวอ่อนมีเส้นทแยงสีขาว = ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้
เขตสีฟ้า = ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการประมง
อย่างที่บอก โครงการโรงไฟฟ้าขยะ เป็นวาระแห่งชาติ มีโครงการมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ .... ทำให้ในรอบปีที่ผ่านมา ผังเมืองหลายจังหวัดทั่วประเทศถูกแก้ไข เช่นผังเมืองนี้ คือ จ.อุดรธานี ระบุในรายละเอียดว่า ผังเมืองสีเขียวซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ จากเดิมไม่สามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมประเภทโรงไฟฟ้าได้ แก้ไขให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้
ชาว ต.นิคมสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก็ออกมาเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน มวลชนกลุ่มนี้ บอกว่า กระบวนการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะไม่โปร่งใส โดยอ้างว่า มีหน่วยงานนำเอกสารมาให้ลงชื่อสนับสนุนซื้อรถขยะ แต่กลับไปใช้อ้างว่า ประชาชนเห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าขยะ
ท่าเรือน้ำลึกปากบารา โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เหมืองทองคำ และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ทั้งหมดนี้ คือ เมกกะโปรเจกต์ร้อน ที่มีปัญหากับกลุ่มมวลชน ตลอดปี 2558 และทุกโครงการ ยังมีแนวโน้มที่จะร้อนแรงต่อเนื่องไปถึงจุดรอยต่อของรัฐบาลในปีหน้า โดยเฉพาะช่วงที่ต้องการเสียงสนับสนุนในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญฉับใหม่ ... ที่จึงเป็นความท้ายทายอย่างยิ่งในปีหน้า ต่อรัฐบาล และคสช. ที่มีผู้นำชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา