เป็นเรื่องขึ้นมาทันทีเมื่อมีโฆษณาขายกลูธาไธโอนของบริษัทแห่งหนึ่งได้เปิดตัวโฆษณาตัวใหม่ โดยมีดาราดัง คริส หอวัง เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งในเนื้อหาโฆษณานั้นจะให้คริส หอวัง ยืนอยู่ แล้วค่อยๆ ปรับสีผิวให้คล้ำขึ้นๆ จนมีสีผิวดำคล้ำ และให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งมายืนประกบข้าง แล้วคริสก็พูดว่า
"คุณรู้อะไรไหม กว่าคริสจะมาถึงตรงนี้ได้ การแข่งขันมันสูงมาก จะอยู่ได้นาน ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย และถ้าคริสหยุดดูแลตัวเองเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่ทุ่มเทมา ความขาวที่ลงทุนไว้ก็หมดไป....... แค่ขาวก็ชนะ"
กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเหยียดสีผิว หรือค่านิยมคลั่งขาว คนขาวคือคนที่จะชนะทุกสิ่ง
จริงหรือ?
ผศ.ดร.รุจิระ โรจนประภายนต์ อาจารย์คณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร กล่าวกับ "ทีมข่าว New Media PPTV" ว่า ประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวนี่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่โฆษณาชิ้นนี้ ผู้รับสารจำเป็นจะต้องรู้เท่าทันสื่อ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นโฆษณาที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด
"คนครีเอทีฟรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดกระแสดราม่า แต่ต้องการให้เป็น Talk of the Town หรือให้เกิดการพูดต่อๆกันแบบปากต่อปาก หรือ World of Mouth รู้ว่าคนจะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยอมแลก กับการถูกพูดถึง" ผศ.ดร.รุจิระ กล่าว
ระดับที่ 1 คือเลือกพรีเซ็นเตอร์จากคนที่มีความขาวโดดเด่น โดยคริส หอวัง ถือว่าเป็นดาราที่มีผิวขาวเป็นเอกลักษณ์ ซ้ำยังกำลังเป็นคนโด่งดังจาก The Face คนที่เป็นครีเอทีฟต้องการใช้จุดเด่นนี้ในการสร้างโฆษณาสินค้าที่ไม่เป็นที่รู้จักให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงผูกกับประเด็นทางสังคมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วคือ การต่อต้านการเหยียดสีผิว มาทำโฆษณาในระดับที่ 2 เพื่อให้โฆษณานี้ถูกพูดถึงอย่างมากมาย โดยรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดกระแสในทางลบ แต่ยอมแลก เพื่อให้คนรู้จักสินค้าและโฆษณา
"คนไทยไม่ชอบให้มีการดูถูกกัน โดยเฉพาะเรื่องสีผิว แต่ไม่ใช่แค่เรื่องสีผิว เพราะยังมีเรื่องความอ้วน ความผอม แต่ความอ้วน ความผอม จะไม่แรงเท่ากับผิวขาว ผิวดำ เพราะอ้วนได้ก็ผอมได้ แต่สีผิวเปลี่ยนกันได้ยาก ดังนั้นคนไทยจึงเกิดการต่อต้านอย่างรวดเร็ว" ผศ.ดร.รุจิระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักวิชาการอยากเตือนผู้บริโภคว่าต้องรู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ ที่สื่อออกมาทั้งคำ ทั้งภาพ และเสียง เพื่อเน้นย้ำให้เกิดกระแสเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสินค้า คนรับสารต้องแยกให้เป็น ส่วนคนที่ทำโฆษณาก็ต้องคุยหรือตัดสินใจให้ดีว่าจริยธรรมในการทำโฆษณาควรมีหรือไม่ ซึ่งโฆษณานี้ถือว่าไม่มีจริยธรรม
"คนดูต้องนิ่งเฉย เพราะยิ่งวิพากษ์วิจารณ์มาก คนทำยิ่งชอบ เพราะเกิดกระแส จากสินค้าที่ไม่เคยมีใครรู้จัก กลายเป็นมีคนรู้จักอย่างรวดเร็ว" ผศ.รุจิระกล่าว