"จัดสรรปันส่วนผสม" เส้นทางสู่.. ไทยคู่ฟ้า


โดย PPTV Online

เผยแพร่




Big story ตลอด 5 วันที่ผ่านมา เนื้อหาในส่วนที่พรรคการเมืองและคนส่วนใหญ่จับตา คือ การเข้าสู่อำนาจในระบบรัฐสภา ทั้งที่มาของ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และระบบเลือกตั้ง ได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว ซึ่งหากเปรียบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 หรือ 2540 เรียกได้ว่า เปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก โดยระบบเลือกตั้งที่คณะกรรมการเลือกตั้งตกลงร่วมกันว่าจะใช้ระบบที่เรียกว่า "จัดสรรปันส่วนผสม"

เส้นทางสู่ ตึกไทยคู่ฟ้า

ระบบเลือกตั้ง "จัดสรรปันส่วนผสม" เป็นคำที่ทุกคนคง "งง" ฟังเข้าใจยาก สรุปแล้วเป็นอย่างไร เลือกตั้งเหมือนเดิมหรือไม่  แล้วผลที่ตามมา จะเป็นอย่างไร




วิธีการลงคะแนนในระบบเลือกตั้งแบบใหม่นี้ เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยทำเลย บอกได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้วิธีการลงคะแนนแบบนี้ในประเทศไทย จากอดีตก่อนจะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 เราเคยใช้การเลือกตั้งแบบหย่อนบัตรใบเดียว แต่นั่นเป็นการเลือก ส.ส.แบบเขตอย่างเดียว จากนั้น ส.ส.จะมาเลือกนายกรัฐมนตรี ในสภา หลังมี รัฐธรรมนูญ 2540 เรามีระบบ "บัญชีรายชื่อเพิ่มมา บัตรเลือกตั้ง จึงเพิ่มเป็น 2 ใบ ใบแรก เลือก ส.ส.เขต ใบที่ 2 เลือกพรรค แล้วจึงนำจำนวน ส.ส.มารวมกัน แต่ "ไม่นำคะแนนมารวมกัน" ระบบใหม่ที่เรียกว่า "จัดสรรปันส่วนผสม" นี้ ต่างออกไป เรายังคงมี ทั้ง ส.ส.แบบเขต และมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ เปลี่ยนเป็น ใช้บัตรเลือกตั้ง "ใบเดียว"


บัตรใบเดียวนี้ จะถูกนับคะแนน 2 ครั้ง ครั้งแรก นับที่หน่วยเลือกตั้ง เพื่อนำไปคิดคะแนนว่าพรรคใด ได้ ส.ส.ในเขตนั้น ครั้งที่ 2 คือการนำคะแนนดิบทั้งหมด จากทุกเขต ทุกคะแนนที่มีคนเลือก ไปรวมกัน เพื่อนำไปคิดว่า พรรคการเมืองนั้น ได้คะแนนรวมเป็นร้อยละเท่าไหร่ของผู้มาใช้สิทธิ แล้วนำไปคำนวนจากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด คือ 500 คน เช่น ถ้าได้คะแนนดิบ คิดเป็น 50 % จะได้ ส.ส.ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อรวมกัน 250 คน



วิธีคำนวนจำนวน ส.ส. แบบจัดสรรปันส่วนผสม

ลองยกตัวอย่าง เราแทนชื่อพรรคนี้ว่า "พรรคเสื้อส้ม" เป็นพรรคขนาดใหญ่ เป็นตัวเต็งที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล ถ้ามาอยู่ในระบบใหม่ คือ จัดสรรปันส่วนผสมนี้ จะเป็นอย่างไร


สมมติฐานนี้ เราลองสมมติว่า มีผู้มาใช้สิทธิ 1 ล้านคน 1 ล้าน ก็จะเท่ากับ 100% จาก ส.ส.เขต 350 คน สมมติว่า พรรคเสื้อส้ม ชนะไป 180 เขต แปลว่า มี ส.ส.แล้ว 180 คน


เมื่อไปดูในระบบบัญชีรายชื่อ มีทั้งหมด 150 คนก็จริง แต่เวลาคิดคะแนน จะคิดจากคะแนนดิบ ของพรรคเสื้อส้มทั้งหมด เราสมมติว่า ได้ 4 แสนคะแนน จาก 1 ล้านคะแนน คิดเป็น 40% แต่ 40% นี้ จะคิดเป็น 40 % จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แปลว่า พรรคเสื้อส้ม จะได้ ส.ส.ทั้งหมด 200 คน และเมื่อดูจาก ส.ส.เขต ที่ได้ไปแล้ว 180 คน หมายความว่า จะเหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 คน



วิธีคำนวนจำนวน ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2550

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราลองเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยใช้ฐานตัวเลขเดียวกัน คือ ผู้มาใช้สิทธิ 1 ล้านคน ได้ ส.ส.เขต 180 เขต และได้คะแนนเลือกพรรค 4 แสนคะแนน ตัวแปร อยู่ที่ 4 แสนคะแนนนี้เอง ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน และ 40% ที่เลือกพรรค จะถูกคำนวนเป็นจำนวน ส.ส.จากตัวเลข 125 ต่างจาก รัฐธรรมนูญใหม่ที่คำนวนจาก 500 เมื่อคำนวนจาก 125 จะได้ 40% ของ 125 เท่ากับ จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน เมื่อรวมกับ ส.ส.เขต 180 คน จะทำให้พรรคเสื้อส้ม มี ส.ส.ทั้งหมด ในระบบเลือกตั้งเดิม 230 คน มากกว่า ในระบบจัดสรรปันส่วนผสมอยู่ 30 คน ในฐานคะแนนที่เท่ากัน



ผลจากการใช้ระบบเลือกตั้ง "จัดสรรปันส่วนผสม"

เห็นได้ชัดว่า ภายใต้ระบบเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะได้จำนวน ส.ส.ลดลง ภายใต้สมมติฐานว่า "เสียงแตก" คือ ประชาชน ยังแบ่งคะแนนบัตรใบเดียวนี้ ไปให้ ส.ส.เขต ที่เขาชื่นชอบ ซึ่งอาจไม่ใช่พรรคใหญ่ อาจไม่ใช่พรรคที่แย่งชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น จึงเป็นที่มาของเสียงวิจารณ์ว่า ระบบเลือกตั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เกิด "รัฐบาลผสม" ไม่แข็งแรง เพราะจะไม่มีพรรคที่มีคะแนนเสียงสูงมากโดดไปจากพรรคอื่น และถูกวิจารณ์ว่าจะทำให้เกิดระบบโควต้า ต่อรองกันเพื่อตำแหน่งรัฐมนตรีได้สูง แต่ประเด็นนี้ โฆษก กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองว่า การรักษาเสถียรภาพรัฐบาล เป็นความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่า



ผลสะท้อนกลับ จากระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม"

แต่ในมุมกลับก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะระบบเลือกตั้งนี้ อาจได้ผลเป็นอีกทางหนึ่งไปเลย ถ้ามีคู่แข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่สูสี แข่งขันกันสูง ถ้าเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ว่า ประชาชน ที่มีโอกาสลงคะแนนผ่านบัตรใบเดียว เลือกครั้งเดียว อาจจะยอมตัดใจจาก ส.ส.เขต ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใหญ่ เพราะเดิม เลือกได้ทั้งคู่ แบ่งหนึ่งคะแนนให้ ส.ส.เขตพรรคหนึ่ง อีก 1 คะแนน ให้คนที่เขาลุ้นให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในระบบใหม่นี้ แบ่งไม่ได้ 1 คะแนนนี้ จึงอาจต้องทุ่มไปให้ "การเลือกนายกรัฐมนตรี" มากกว่า นั่นหมายความว่า ถ้าการแข่งขันสูสี ก็มีโอกาส ที่คนจะลงคะแนนไปให้พรรคใหญ่ ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า โดยยอมทิ้ง ส.ส.เขต ที่มาจากพรรคที่ไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาล พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่เคยได้ ส.ส.จากเขตเหล่านั้น ก็อาจจะไม่ได้ ประเด็นนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเชื่อว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่น้อยมาก

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ