"..บ้านบนดอยบ่มีแสงสี บ่มีทีวี บ่มีน้ำประปา บ่มีโฮงหนัง โฮงนวด คลับบาร์..."
หากนึกถึงชีวิตบนดอยในพื้นที่ห่างไกล หลายคนคงจะนึกถึงเพลงนี้แน่ ในขณะที่หลายคนขวนขวายไปหาความสะดวกสบายในเมืองใหญ่ แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่หวังว่า การเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ที่นี่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง
โรงเรียนป่ากล้วยพัฒนา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีครูอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เลือกเดินทางขึ้นมาเพื่อสอนเด็กๆ ถึงแม้ว่าระยะทางในการเดินทางขึ้นมาโรงเรียนแห่งนี้จะใช้เวลาไม่นานนัก เหมือนกับโรงเรียนไทยภูเขาที่อื่นๆ แต่ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย เพราะระยะทางที่ลาดชัน หากเป็นหน้าฝนแล้ว เส้นทางก็จะยากลำบากมากขึ้น ยิ่งเพิ่มความลำบากให้กับคนที่ใช้ทาง โดยเฉพาะ "ครู" ที่ต้องมาสอนที่นี่ หลายคนเลือกเดินทางที่จะไปกลับทุกวัน แต่บางคนก็นอนที่โรงเรียนเลย
บ้านพักครูภายในรั้วโรงเรียนบ้านป่ากล้วยพัฒนา เป็นที่พักหลังจากหมดเวลาสอนในแต่ละวันของ "ครูเดือน" ดวงเดือน เสาเมืองมูล ครูประจำโรงเรียนบ้านป่ากล้วยพัฒนา ที่อยู่ที่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 10 แล้ว ที่พักอยู่ที่โรงเรียนไม่ได้ไปกลับเหมือนครูท่านอื่นๆ ในโรงเรียน ทำให้เธอกลายเป็นที่ปรึกษาของเด็กๆ และผู้ปกครอง ที่จะแวะเวียนมาขอปรึกษาปัญหาต่างๆ หน้าที่ของเธอจึงไม่ใช่แค่ครูของเด็กๆ เท่านั้น
"ครูเดือน" สะท้อนการสอนในโรงเรียนไทยภูเขา ว่า เมื่อก่อนสอนที่แม่แจ่ม อยากจะกลับบ้าน ก็เลยย้ายมาที่นี่ โรงเรียนที่เคยสอนเป็นโรงเรียนชาวไทยภูเขาหมดเลย ที่มาสอนที่นี่ก็ไม่ถึงกับไกลบ้าน อากาศก็ดี เลยยังไม่ย้ายไปไหน แต่ว่าเมื่อก่อน เคยสอนเด็กในเมือง พอเริ่มมาสอนเด็กบนดอย ก็คิดว่าทำไมชีวิตของพวกเขาถึงต่างกันลิบลับ พอเจอแบบนี้เราจึงอยากที่จะเติมเต็มให้เขา
"ก็ เคยคิดที่ย้ายไปสอนที่อื่นนะ แต่การอยู่ที่นี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง เด็กที่นี่เป็นเด็กที่ด้อยโอกาส ถ้าเกิดมีครูคนใหม่มา เดี๋ยวเขาก็ย้ายมาย้ายไป อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น ลำบากแค่การเดินทางขึ้นกับลงเท่านั้นเอง"
ปัจจุบันครูเดือนรับหน้าที่ดูแลเด็กชั้นอนุบาล นอกจากนั้นยังรับผิดชอบด้านงานพัสดุด้วย รวมทั้งหลังเวลาเลิกเรียน ต้องประสานกับคนที่มาติดต่อนอกเวลาราชการ เพราะนอนที่โรงเรียน จึงมักเป็นที่พึ่งของเด็กๆและผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กป่วย รวมทั้งถ้าเด็กมีปัญหา ไม่มาโรงเรียนก็ต้องไปติดตามเด็กที่บ้าน บางทีมาสองสามทุ่มก็มาเรียกมาปรึกษาก็มี
"จะนอนที่โรงเรียนตลอด ถ้าไม่มีธุระความจำเป็นก็ไม่กลับบ้าน ถามว่าก็มีบางเวลาที่คิดถึงคนในครอบครัว เวลามีคนป่วย เราก็คิดว่าทำไมเราไม่มีเวลาดูแล แต่คิดแป๊บเดียว เพราะคนในครอบครัวก็ทำงานบนดอยกันหมด"
บางครั้งที่ครูเดือนรู้สึกท้อและเหนื่อย กับปัญหาต่างๆ ก็ได้เด็กๆที่นี่เป็นยาใจชั้นดี ในการทำให้หายเหนื่อย หากไม่สบายก็จะคิดเสมอว่า เด็กๆเขารอเราอยู่นะ ให้รีบหายป่วยไวๆ
"เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะอยู่ข้างล่าง อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่เด็กที่นี่เป็นเด็กชาวเขา เป็นเด็กด้อยโอกาส บางคนเขาก็สอนตามหน้าที่ มาสอนแต่ละรุ่นกลับไปแล้วก็ขึ้นมา แต่เราคิดว่าเราไม่ใช่แค่รับจ้าง เด็กที่นี่มีปัญหาหลายอย่าง ทั้งครอบครัว ชนเผ่า ขาดโอกาส ขาดความมั่นใจ ปัญหายาเสพติด พอเราเติมเต็มให้ถึงแม้จะไม่เต็มร้อย เด็กจะรู้สึกมีความสุขทั้งที่อยู่ที่โรงเรียน และจะกล้าลงไปข้างล่างด้วย ถึงแม้จะไม่ได้เต็มร้อยก็ตาม"
สำหรับคำว่า "ครู" ของเรา คือสอนคนให้เป็นคน เขาเป็นคนที่ยังไม่สมบูรณ์ นอกจากเราจะสอนเด็กแล้ว เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก สอนร้อยเท่าพันเท่า ยังไม่ทำตัวให้เด็กเห็น พอเด็กเห็นว่าเราทำเด็กก็จะมาแย่งทำ โดยที่ไม่ต้องบอกว่ามาช่วยครูนะ
ตอนนี้ลูกศิษย์หลายคนของครูเดือน บ้างก็ไปเรียนต่อในเมือง ซึ่งในฐานะความที่เป็นครูนั้น ครูเดือนบอกว่า เราภูมิใจที่ดูแลเขา สอนเขาจนเขาไปเรียนชั้นสูงๆ บางทีเขากลับมาแล้วมาหาเรา บางทีเขาได้รางวัลเขาก็เอามาอวด ก็ดีใจที่เขายังนึกถึงเรา
ไม่ต่างจาก "ครูโส" โสภา คำวิชัย ครูประจำโรงเรียนบ้านป่ากล้วยพัฒนาอีกคนหนึ่ง ที่สอนที่นี่เข้าปีที่ 11 แล้ว เรียกได้ว่า เป็นครูอีกคนที่เด็กๆ เคารพและกลัวเกรงมากที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้เลยทีเดียว
"ครูโส" เล่าว่า ตอนเด็กๆ เราอ่านหนังสือไม่ได้ ทำให้เราคิดว่า เราอ่านหนังสือไม่ได้ เราแค้นครู พอโตมาเราก็คิดว่าเราอยากเป็นครูบ้างว่าเขารู้สึกยังไง เพียงแค่ความแบบเด็กๆ จึงทำให้เราอยากเป็นครู ก็มุ่งมั่นจนสอบติด ก็มาเป็นครูที่แม่ฮ่องสอน ตอนนั้นถนนยากลำบากมาก ประสบอุบัติเหตุจนใบรักษาที่โรงพยาบาลเยอะมาก แต่เราก็ยังไม่ล้มเลิกการที่จะเป็นครู จนมีโครงการย้ายครูคืนถิ่นก็กลับมาที่เชียงใหม่
"สอนอยู่หลายที่ล้วนแต่เป็นโรงเรียนไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งวัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน มาสอนแรกๆต้องปรับตัวเยอะ เพราะแต่ละที่ที่ไปอยู่จะใช้ภาษาต่างกัน ทั้ง กระเหรี่ยง ม้ง มูเซอ จีนฮ่อ เราก็เรียนรู้ไปด้วย เรียนรู้กับชุมชน ตอนแรกๆ ร้องไห้ทุกวัน พอสามเดือนก็ชินแล้ว แต่พอย้ายโรงเรียนอื่นๆ พอเราปรับตัวจากที่อื่นมา ก็สบายแล้ว ภาษาเราก็สื่อได้ ฟังได้พูดได้"
บางครั้งเราก็ต้องมานอนที่โรงเรียนด้วย เพราะการเดินทางมันลำบาก ถ้าเป็นหน้าฝน จะใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมง ถ้าใช้มอเตอร์ไซค์ก็ล้มอยู่บ่อยๆ ก็เลยต้องมานอนที่โรงเรียน การที่มานอนโรงเรียน เราให้เด็กทำอาหารกลางวัน แล้วเราก็ไปเยี่ยมบ้านเด็ก และมาสอนกีฬา อยู่ที่นี่สอนหมดทุกอย่าง วิชาเรียน กีฬา การใช้ชีวิต เราก็พยายามหาโอกาสให้เด็กๆ ออกไปแข่งกีฬา
" เราไม่ได้สอนเฉพาะวิชาเรียน เพราะต้องสอนทั้ง การใช้ชีวิตประจำวัน การมีคู่ครอง การคบเพื่อน การไปรับประทานอาหารข้างนอก การเข้าสังคม สอนทำกับข้าว เพราะจะได้นำไปใช้ชีวิตที่บ้าน เพราะพ่อแม่ไปไร่ก็ต้องตื่นมาทำกับข้าวเอง เราก็จะช่วยปรุงให้เขา รวมทั้งเราก็ต้องทำอาหารให้เด็กด้วย นอกจากสอนเด็กแล้วก็ต้องสอนผู้ปกครองด้วย"
สำหรับคำว่าครูของ "ครูโส" คือการที่เราให้ความรู้กับเขาแล้วเขานำไปปฏิบัติ เขาเป็นคนดี มีความสุข เข้ากับสังคมได้ แค่นี้ก็พอแล้ว ก็จะคอยนึกถึงตอนเราเด็กๆ อ่านหนังสือไม่ได้ และครูก็พยายามที่จะสอนเราให้ได้ พอได้เป็นจริงๆแล้ว คิดว่าการเป็นครูนั้นมันหนักมาก การที่เราจะสอนเด็กก็ทั้งอ่อนทั้งแข็งอย่าไปตึงเกินไป
"ครูจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะเกษียณหรือจะเป็นครูไปตลอดชีวิต หรือไปสอนที่ๆ เขาต้องการครู บางครั้งที่เราไปผ่าตัดหายไปนานๆ เราก็คิดถึงเด็กๆ เราก็เห็นเขาเติบโตไปใช้ชีวิตสังคมได้เราก็ดีใจ" ครูโส บอกความตั้งใจในอนาคต
"การ เดินทางแต่ละวันเกือบ 50 กิโลเมตร แรกๆ ก็จะขี่มอเตอร์ไซค์มา ถ้าเป็นหน้าฝนนี่แทบจะขึ้นไม่ได้เลยเพราะทางลื่นมาก ส่วนมากจะสอนให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ เข้าห้องน้ำ เขียนหนังสือ เก็บที่นอน ทานอาหารเอง สอนให้เด็กเล่นเพื่อเกิดการเรียนรู้ให้ได้"
ครูปฐมวัย รายนี้บอกกับเราอีกว่า เด็กที่นี่จะแตกต่างกันกับเด็กข้างล่างมาก เด็กข้างล่างจะเพียบพร้อม แต่การที่ได้มาอยู่ที่นี่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่เราหาจากไหนไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ แต่ได้อยู่แล้วคิดว่าเด็กๆที่นี่ขาดโอกาส ก็เคยคิดว่าจะอยู่ต่อเพื่อเด็กๆพวกนี้ เพื่อให้เขาได้รับโอกาสดีๆ
นี่ก็เป็นเพียงมุมเล็กๆ ของครูบนดอย หรือครูที่สอนตามโรงเรียนไทยภูเขา ที่เราเชื่อว่าทุกๆ คนรู้สึกไม่ได้แตกต่างกับครูเหล่านี้ ที่ล้วนหวังว่า สิ่งที่พวกเขาทุ่มเท เสียสละความสะดวกสบาย มาเติมเต็มให้กับเด็กๆในแต่ละพื้นที่ เพื่อหวังว่าให้พวกเขาเป็น"เมล็ดพันธุ์" ที่จะงอกเงยไปใช้ชีวิตในสังคมได้ มีความรู้ สามารถพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะเลี้ยงครอบครัวและพัฒนาหมู่บ้าน ความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รวมทั้งการเป็น "คนดี" ของสังคม สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นความสุขเล็กๆ ของคนที่ได้ชื่อว่า "ครู"...
PPTV Content /Photo : พัฐอร พิจารณ์โสภณ
PPTV Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง
PPTV Photo : สมศักดิ์ เนตรทอง