มีการประเมินว่าแต่ละวัน "หมู่เกาะพีพี" จะมีเรือนำเที่ยวมากกว่า 500 ลำ นำนักท่องเที่ยวจาก จ. กระบี่ และ จ. ภูเก็ต เข้ามาเที่ยวชมความงดงามตามเกาะต่างๆ รวมถึงทำกิจกรรมดำน้ำดูปะการังทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น ด้วยจำนวนเรือที่มากเกินทุ่นจอดเรือ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เลือกที่จะทิ้งสมอเรือหรือผูกเชือกยึดติดไว้กับก้อนปะการัง จนสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรอันล้ำค่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวยังหมู่เกาะแห่งนี้
"ในฐานะผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในเกาะพีพี ผมยอมรับว่าเรือนำเที่ยวมีส่วนทำลายปะการัง ประมาณ 40% เนื่องจากหมู่เกาะพีพีมีทุ่นจอดเรือไม่เพียงพอ เมื่อไม่มีทุ่นผูกเรือก็จำเป็นต้องทิ้งสมอ พอสมอเรือซึ่งทำจากเหล็กไปโดนปะการัง จึงทำให้เกิดการแตกหักเสียหายและตายในที่สุด" ยูริบ ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในหมู่เกาะพีพี ยอมรับทีมนิวมีเดีย PPTV ว่าเรือนำเที่ยวมีส่วนทำลายปะการังจริง
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ต้องทิ้งสมอเรือทับแนวปะการัง เนื่องจากเรือแต่ละลำจำเป็นต้องใช้เครื่องทุ่นแรงในการจอด เมื่อไม่มีหลักหรือทุ่นให้ผูกยึดชาวเรือจึงไม่มีทางเลือกอื่น แต่ขณะนี้หลังการเข้ามาจัดระเบียบเกาะพีพี โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ยกกรณีศึกษาของเกาะพีพีเป็น "พีพีโมเดล" ทำให้เขาคิดว่าในระยะยาวจะสามารถช่วยให้บ้านเกิด และแหล่งทำมาหากินของเขากลับมาสวยงามอีกครั้ง
"ทุกวันนี้มีเรือนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในหมู่เกาะพีพี ประมาณวันละกว่า 500 ลำ แสดงว่าในแต่ละวันมีการทิ้งสมอเรือไม่ต่ำกว่า 2,000 ครั้ง ส่วนตัวผมจึงคิดว่า ยิ่งเกาะพีพีมีทุ่นจอดเรือเยอะมากเท่าไหร่ ปัญหาทิ้งสมอเรือทับปะการังก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น"
สอดคล้องกับ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ที่บอกว่า สิ่งที่เกาะพีพีต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ก็คือทุ่นจอดเรือที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการ เมื่อไม่มีทุ่นเรือนำเที่ยวจึงทิ้งสมอทับแนวปะการัง ทำให้ขณะนี้ทั่วทั้งหมู่เกาะพีพี เหลือแนวปะการังที่สมบูรณ์ที่สุด อยู่แห่งเดียวนั้นก็คือบริเวณเกาะยูง ที่ยังคงมีปะการังเขากวาง ปะการังพุ่ม และปะการังแผ่น สามารถเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ต่อไปได้ รองลงมาคือบริเวณหน้าถ้ำไวกิ้ง นอกนั้นแนวปะการังที่เหลืออีก 12 แห่ง ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมท่องเที่ยว จนเสื่อมโทรมและแทบไม่หลงเหลือความสวยงาม
"หลังการเข้ามาจัดระเบียบเกาะพีพี ได้นำเสนอกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่าจะต้องมีการวางทุ่นจอดเรือให้เพียงพอกับความต้องการ จากการประเมินคาดว่าทั่วทั้งหมู่เกาะควรจะมีทุ่น มากกว่า 150 ลูก กระจายตามจุดที่นักท่องเที่ยวนิยม โดยเฉพาะบริเวณที่ยังมีปะการังสมบูรณ์"
ระหว่างรอการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ กลุ่มพิทักษ์พีพีและอาสาสมัครดำน้ำ ได้นำร่องวางทุ่นจอดเรือ 14 ลูก น้ำหนักฐานทุ่นลูกละ 3.6 ตัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบต.อ่าวนางและกลุ่มพิทักษ์พีพี ได้ร่วมกันวางทุ่นในจุดวิกฤติเร่งด่วน ได้แก่ บริเวณหน้าหาดพีพีดอน 2 ลูก หาดยาว 4 ลูก หน้าถ้ำไวกิ้ง 5 ลูก และอ่าวมาหยา 3 ลูก เพื่อรักษาแนวปะการังให้อยู่คู่ท้องทะเลกระบี่ต่อไป
การวางทุ่นใต้ท้องทะเลนอกจากจะต้องระมัคระวัง ผลกระทบที่อาจส่งผลต่อแนวปะการังแล้ว ในขั้นตอนการวางจุดทิ้งทุ่นยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ในการกำหนดจุดที่เหมาะสมอีกด้วย ซึ่งจากการติดตามปฏิบัติการวางทุ่นในครั้งนี้ ทำให้ทีมนิวมีเดีย PPTV เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ในการอนุรักษ์ปะการังให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
ปฏิบัติการในครั้งนี้ นอกจากจะมีการทิ้งทุ่นใหม่ในจุดจำเป็นเร่งด่วนแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจุดจอดเรือที่มีอยู่อย่างจำกัด เจ้าหน้าที่จึงทำการย้ายทุ่นจอดเรือเดิมที่เสียหาย หรือถูกเรือใหญ่ลากฐานทุ่นเข้ามาใกล้แนวปะการัง ให้กลับไปอยู่ในจุดเดิมหรือจุดที่เหมาะสม
ดร.ธรณ์ อธิบายว่า หลักการเคลื่อนย้ายฐานทุ่นจอดเรือนั้น เจ้าหน้าที่จะดำลงไปใต้น้ำพร้อมกับถุงบิ๊กแบ็ค หลังจากผูกฐานทุ่นติดกับถุงเรียบร้อยแล้ว จะทำการเติมอากาศเข้าไปเพื่อให้ถุงลอยตัว เมื่อฐานคอนกรีตยกตัวเจ้าหน้าที่ก็จะค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปยังจุดที่กำหนดไว้
"พีพีโมเดล" ถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นการจัดระเบียบอุทยานแห่งชาติทางทะเล เพื่อคงไว้ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้อยู่คู่ท้องทะเลไทย แต่ความสำเร็จในอยาคตจะเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ของทุกภาค ส่วนรวมถึงตัวนักท่องเที่ยวด้วย ที่จำต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ไปรบกวนหรือทำลายธรรมชาติที่สวยงาม..
Content : สุริยัน ปัญญาไว
Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง
PPTV Photo : ทวีชัย จันทะวงค์