ข่าวครึกโครมเป็นข่าวใหญ่ในโลกโซเซียลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงต้องพูดถึงกรณีของ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่กลับไม่ยอมกลับมาใช้ทุน ทำให้ผู้ค้ำประกันให้เธอถึง 4 คน ต้องชดใช้เงินเป็นจำนวนถึง 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นความทุกข์ระทม อัดอั้นตันใจของ ผู้ที่ต้องรับผลกรรมแทนเธอ หนึ่งในนั้นคือ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ที่เป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจเรื่องดังกล่าว หลังจากเป็นผู้ต้องใช้หนี้จำนวน 2 ล้านบาทจากการเซ็นค้ำประกันครั้งนี้ และล่าสุดวันนี้ (3 ก.พ.59) ทพ.เผด็จได้โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ เป็นข้อความที่ ทพญ.ดลฤดีที่ส่งทางเมล์ถึงเพื่อนที่เป็นผู้ค้ำประกันความว่า
"As I mentioned to you, P'Pui, P'Padet and Aj Araya several times that I will pay all of you the loan you got plus interest, I'm still looking for a way to find the money to pay you and perhaps, it may be better that you hear it directly form me so that
you can be reassured that I will do it as I promise?
I just talked to P'Pui and she's aware of my intention and sincerity.
Please give me the best number and time for me to call you.
Porsche
"อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญาฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉันช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้
ปอร์เช่"
กระนั้นก็ยังมิอาจยืนยันได้ว่า การชดใช้เงินครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเมื่อใด และจะบรรเทาความเจ็บช้ำให้บุคคลที่ต้องรับชดใช้เงินแทนเธอทั้ง 4 คนได้หรือไม่
ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ผู้ค้ำประกันที่ต้องใช้หนี้ 2 ล้านบาทจากกรณีนี้ กล่าวว่า แม้จะมีข้อความดังกล่าวมา แต่ไม่เชื่อว่าจะมีการใช้หนี้ให้จริง เป็นการกระทำที่ทำเพื่อลดกระแสสังคม เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร
“ผมถามหน่อย เมื่อตอนที่ส่งเงินมา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็รู้เลขที่บัญชีอยู่แล้ว แล้ววันนี้จะมาถามถึงเลขที่บัญชีหรือเบอร์โทรอีกทำไม แบบนี้แสดงให้เห็นว่าแค่อยากลดกระแส ผมไม่เชื่อ”
นอกจากนี้ ทพ.เผด็จกล่าวว่า หาก ทพญ.ดลฤดี อยากชดใช้เงินจริงๆ ทำไมไม่ทำสัญญาชดใช้เงินที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าจะชดใช้เงินอย่างไร เมื่อไร เท่าไร อย่างนี้ถึงจะแสดงให้เห็นว่าต้องการใช้เงินคืนจริงๆ
ดังนั้น ทุกอย่างเหมือนเดิม จนกว่าจะได้เห็นเงินจริงๆ ถึงบอกได้ว่า ได้เงินคืนแล้ว
ทั้งนี้ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้มาออกรายการ “เป็นเรื่อง เป็นข่าว”เวลา 19.50 น.วานนี้ (3 ก.พ.59) โดยเปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยระบุว่ากรณีการค้ำประกันดังกล่าวเป็นเรื่องที่อัดอั้นมานานกว่า 20 ปี จึงอยากระบายออกมาเพื่อบ่งบอกว่า จะยอมจบเรื่องนี้โดยการชดใช้หนี้ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นการใช้หนี้กรรมเก่า และอยากเตือนให้คนอื่นๆ อย่าค้ำประกันให้ใครอีก
“ที่ผมโพสต์ลงไปมันเป็นเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างที่ผมบอกนะ ผมระบายไปเพราะว่าเหมือนผมหลุดพ้นเรื่องพวกซะที ผมยอมจ่ายคุณ ผมยอมใช้หนี้กรรมเก่าของผมแล้ว และที่เหลือนี้ผมก็ต้องใช้หาของผมเอง”
ที่ผ่านมา ทพ.เผด็จเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องทะเลาะกับภรรยา การที่ต้องเดินทางไกลมาจัดการเรื่องนี้ที่กรุงเทพฯหลายครั้งทั้งที่บ้านอยู่สระบุรี การที่ต้องบริหารเงินให้ลูกหลานไว้ใช้ ฯลฯ
สิ่งที่น่าสนใจคือหลัง ทพ.เผด็จโพสต์เฟซบุ๊ก กรณีดังกล่าวมีคนโพสต์ข้อความมาหาตนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเล่าเรื่องของแต่ละคน และพบว่ามีคนค้ำประกันที่ต้องใช้หนี้ให้คนอื่นจำนวนไม่น้อย และหลายคนถึงขนาดผูกคอตายแค่เงินล้านกว่าบาท
“หลังจากผมโพสต์ไปก็มีบางคนที่อินบล็อคมาคุยกับผม คือเป็นกรณีของคนค้ำประกันที่ต้องใช้หนี้แทน บางคนถึงกับสูญเสียเมีย ลูกสาว บางคนตื่นมานะครับ ต้องมาผูกคอตายทิ้งภาระให้ลูกกับเมีย บางคนที่บอกว่าผูกคอตายนะแค่เงินล้านหว่าบาทเองนะครับ เจ้าหนี้หนีไป เขาผูกคอตาย ลูกเขา 4 คนให้เมียรับเลี้ยง คือๆผมฟังแล้วผมก็เลยบอกว่าผมเสียใจด้วยนะเพราะเรื่องของคุณนั้นเศร้ากว่าผมอีกเพียงแต่ว่าเรื่องของคุณไม่เป็นข่าว” ทพ.เผด็จกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทพ.เผด็จกล่าวว่า หลังจากมหาวิทยาลัยมหิดลออกแถลงการณ์ต่อเรื่องนี้ ตนมีความผิดหวัง เพราะไม่ต่างจากเดิม เพราะเป็นการบอกแค่ว่าเขาทำเท่าที่เขาจะทำได้ จะไปให้ตามลูกหนี้ที่อยู่ต่างประเทศ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นในส่วนของตนจึงรู้สึกว่าคนที่จะต้องดิ้นเอง ก็คือคนค้ำประกันอยู่ดี ทั้งนี้การที่มหิดลออกแถลงการณ์ว่าจะทำการฟ้องล้มละลายก็จะคอยดูว่ามหาวิทยาลัยจะทำอะไรต่อไปเพราะเป็นคดีแพ่ง ถ้ามีการฟ้องร้องจนถึงขั้นล้มละลายแล้ว ตรงนี้จึงสามารถอายัดตัวได้ เพียงแต่มหาวิทยาลัยต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ทราบเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ทพ.เผด็จยืนยันว่าไม่ได้อยากฟ้องมหาวิทยาลัยมหิดล แต่อยากให้เห็นเป็นเคสตัวอย่าง และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในการดูแลผู้ค้ำประกันให้ดี ไม่เช่นนั้นต่อไปคงไม่มีใครกล้าค้ำประกัน ขณะที่คนขอทุนที่จะตัดสินใจหนีทุนอาจมีเพิ่มขึ้น
“คราวนี้พอข่าวออกมาก็เป็นกรณีศึกษาไงครับให้คนเอาไปอ้าง ฉันไปเรียนเมืองนอกฉันอยากจะออกก็ได้เลยเพราะเราห้ามเขาไม่ได้และเราก็ไม่สามารถตามเขาได้เพราะอยู่ต่างประเทศ ผมว่ามันจะมีคนทำตามอีกเยอะนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าผมยอมเจ็บตัวเพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อประเทศชาติ เพราะผมเซ็นให้เขาให้เขามาทำประโยชน์ให้แก่มหาลัยมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติผมเจ็บมาแล้วรอบนึงนะครับ ถ้าผมจะเจ็บตัวอีกรอบนึงผมก็ยอมครับ แต่ยอมเพื่ออะไรครับยอมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้นะครับ ทำเพื่อตัวเองไหม ไม่ใช่ครับเพราะผมจ่ายเงินไปเรียบร้อย” ทพ.เผด็จกล่าว
ทพ.เผด็จกล่าวเพิ่มว่า สิ่งที่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกรณีนี้ คืออยากให้หาทางดูว่า คดีรูปแบบนี้จะเป็นคดีทางอาญาด้วยได้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นคดีอาญาก็แจ้งตม.หรือตำรวจต่างประเทศ ขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาได้ และอีกส่วนคือส่วนของต้นสังกัดน่าจะมีการเยียวยาผู้ค้ำ เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลผู้ค้ำประกัน เพราะผู้ค้ำประกันไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ประโยชน์จริงๆ คืออยู่กับทางมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็น่าที่จะมีมาตรการเยียวยา