...เสียงเพลง “อารีรัง” และเพลง “Spring of Hometown” ถูกเอื้อนเอ่ยเป็นบทเพลงมาจาก พล.ท.เฉลิมชัย หิรัญอาจ อดีตทหารผ่านศึก ที่ยังจดจำถึงครั้งที่เคยไปทำหน้าที่ใน “สงครามเกาหลี” เมื่อปีพ.ศ.2509 ซึ่งเพลงเหล่านี้ยังตราตรึงใจ หากได้ร้องหรือได้ยินเมื่อไหร่ ก็จะหวนนึกถึงประสบการณ์และเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้อย่างชัดเจนแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม
“พล.ท.เฉลิมชัย หิรัญอาจ” ทหารผ่านศึก สมัยสงครามเกาหลี และ สงครามเวียดนาม นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 ในวัย 80 ปี ได้พาเราย้อนอดีตไปตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อปี 2509 ที่มีการไปสอบเพื่อให้ได้โควต้าไป “สงครามเกาหลี” โดยเขาได้ไปในผลัดที่ 18 แต่ละผลัดจะมีระยะเวลา 1 ปี ถึงจะมีการเปลี่ยนผลัดกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตอนที่ได้ไปนั้น ความรุนแรงจะไม่มีมากนัก เพราะเป็นช่วงที่อยู่ในการเจรจาหยุดยิง ไม่เหมือนผลัดแรกๆ ที่มีการสู้รบ มีการปะทะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
แต่ถึงอย่างไรขึ้นชื่อว่าสงคราม พวกเขาต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะหากพลาดนั่นหมายถึงชีวิต !!!
ทหารผ่านศึกรายนี้ ยังคงย้อนความทรงจำที่ผ่านมากว่า 50 ปี ให้เราฟังว่า ด้วยความที่เป็นครอบครัวทหาร พ่อเป็นนายทหารสัญญาบัตร มีลูกอยู่ 5 คน มีลูกชาย 3 คนรวมถึงตัวผม ลูกผู้ชายก็เดินตามรอยเท้าพ่อมาเป็นทหารทั้งหมด 3 คน ตอนนั้นตั้งใจจะเป็นทหารปืนใหญ่แทนพ่อ แต่เลือกไม่ได้ เลยมาเป็น “ทหารราบ”
ก่อนจะไปเปลี่ยนผลัดในสงครามเกาหลี ก็รับรู้ว่าการไปทำหน้าที่ทุกครั้งคือความ “เสี่ยง” แต่เราเรียนมาทางนี้ เลือกที่จะเป็นตรงนี้ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงนี้ให้ได้ โดยเฉพาะผมเป็น “ทหารราบ”ก็อยากจะไปหาประสบการณ์ด้านการรบ เพราะผมถนัดด้านยุทธการณ์ ผมไม่ถนัดทางด้านอื่น
“ตอนที่ไปสงครามเกาหลีนั้น ก่อนหน้านั้นก็มีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน โดยการถามพี่ชายที่เคยไปสงครามเกาหลี ในช่วงผลัดที่ 3 ตอนปีพ.ศ. 2495 ตอนสมัยพี่ชายอยู่ยังรบกัน และยังไม่มีการเจรจาหยุดยิง แต่ตอนเราไปนั้นมีความแตกต่างเกิดขึ้น เพราะมีการเจรจาหยุดยิงไปแล้ว เลยไปเหมือนกับการฝึก การซ้อมรบร่วมกับเพื่อนๆชาติอื่นมากกว่า นั่นคือสิ่งที่ได้กลับมาตอนนั้น ผลัดที่เราไป ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น”
แต่ทว่ากลับมาได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น ก็มีคำสั่งให้ไปทำหน้าที่ใน “สงครามเวียดนาม” เพราะไม่มีใครสมัคร ด้วยเหตุผลที่รู้กันคือ "ความเสี่ยง" แต่ที่ตัดสินใจไปร่วมทำสงครามอีกครั้งคือ พ่อและพี่ชายทั้ง 2 คน ต่างเคยผ่านสงครามมาแล้วคนละ 2 ศึก เราก็เลยคิดว่าต้องทำให้ได้อย่างเขาด้วย รวมทั้งตอนนั้นยังไม่มีครอบครัว ก็เลยตัดสินใจไปหาประสบการณ์อีกครั้ง
การตัดสินใจเดินทางไป “สงครามเวียดนาม” ที่ พล.ท.เฉลิมชัย ได้เดินทางไปร่วมในครั้งนั้น ก็เกือบที่จะไม่ได้เอาชีวิตกลับมาเหมือนกัน เนื่องจากสภาพเหตุการณ์ในสงครามเวียดนามนั้น แตกต่างจาก สงครามเกาหลี ที่เขาเจอ และสิ่งที่ต้องย้ำกันอยู่เสมอคือ ต้องระวังคนแปลกหน้า เพราะไม่รู้ว่าคนนี้จะมาดีหรือมาร้าย ห้ามเผลอหลับ เพราะพร้อมที่จะโดนโจมตีได้ทุกเมื่อ
มีบางเหตุการณ์ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด อย่างเหตุการณ์วันที่ 16 มี.ค. 2512 ที่หมู่บ้านร้างล็อกอัน เมื่อเวียดกงได้เข้าโจมตีกลางดึก แต่เราก็สามารถที่จะยันได้ จนกองกำลังเสริมได้ส่งกำลังเสริมมาช่วยได้ทัน ในเหตุการณ์นั้นถือว่ามีความสูญเสียน้อย โดยฝ่ายไทยเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 25 คน แต่ฝั่งนั้นสูญเสียกว่า 100 คน
พล.ท.เฉลิมชัย บอกว่า โชคดีที่เหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะจุดที่ผมอยู่ ระเบิดลงแผ่นเหล็กบนบังเกอร์ ถ้าเลยมาเพียงนิดเดียว ในบังเกอร์ก็คงตายหมดทั้งหลุม และหากกำลังเสริมมาไม่ทันเวลา กระสุนปืนที่เหลือกันอยู่เพียงยี่สิบนัดเท่านั้นคงไม่พอที่จะสู้กับฝ่ายตรงข้าม ถึงแม้อาการบาดเจ็บจะไม่เด่นชัดจนสามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา แต่อาการบางอย่างยังส่งผลอยู่ นั่นคือ อาการหูอื้อที่หูด้านซ้าย ที่เป็นผลกระทบจากเสียงระเบิดการปะทะกันในครั้งนั้น
“..ในสงครามย่อมมีความสูญเสีย ตอนที่เห็นลูกน้องเสียชีวิตในสนามรบ ผมเสียใจร้องไห้ตรงนั้นเลย เพราะเขาเป็นลูกน้องที่ผมรัก ถึงแม้จะมีการสูญเสียเกิดขึ้น เราก็เสียใจ แต่ก็ต้องช่วยกันเยียวยาสภาพจิตใจของคนที่ต้องอยู่ในสงครามให้มีแรงสู้ต่อไปด้วย ซึ่งบทเรียนในการรบแต่ละครั้ง จะถูกนำมาศึกษาว่า เหตุการณ์ครั้งนี้รอดมาได้อย่างไร บทเรียนจากการรบของแต่ละเหตุการณ์จะไม่เหมือนกัน เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นประสบการณ์และบทเรียนชั้นดีที่นำมาใช้ในการรบครั้งต่อๆไป”
การไปรบในสงครามนั้น ทำให้เรามีความภาคภูมิใจ และคนรอบข้างก็ต่างภูมิใจในตัวเอง และสิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ได้จากการรบ คือ อย่าใจแคบ เพราะโตขึ้น เราสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานได้
ความผูกพันระหว่างการร่วมรบ ทำให้เกิดความผูกพัน และความทรงจำร่วมกัน โดยอีกหนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีของเหล่าทหารผ่านศึก คือ ทุกวันที่ 3 ก.พ. ที่เป็นวัน "ทหารผ่านศึก" นั้น จะมีการจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารผ่านศึก ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ในการทำสงครามต่างๆ ทุกปี รวมทั้งมีมาเจอกันในงาน ที่ถึงแม้หลังสงครามต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ในวันนี้พวกเขาจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง บทสนทนาส่วนใหญ่ก็ไม่พ้น เหตุการณ์ความทรงจำในสงคราม ที่ได้ร่วมเรียงเคียงบ่ากันมานับแรมปี
“ทุกๆปี ผมจะไปหาว่าคนที่ไป สงครามเกาหลี จะไปดูว่าผลัดผมมากี่คน ไปเดินหาคนที่รู้จัก เห็นกันแล้วดีใจน้ำตาคลอ เพราะดีใจที่ได้เจอ เราเจอลูกน้องเก่า รวมทั้งคนที่ร่วมสู้ไปกับเรา เพราะเรากลับมาแล้วต่างคนต่างอยู่กันไป ปีหนึ่งจะเป็นวันที่เรามาเจอกันสักครั้ง ก็คือวันนี้ รวมถึงการได้นึกถึงคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ที่เคยทำงานร่วมกัน "
พล.ท.เฉลิมชัย ยังย้ำว่า “ถึงแม้ว่าจะไม่มีศึกให้ไปรบแล้ว ก็อยากให้น้องๆรุ่นหลังๆ พยายามศึกษาบทเรียนจากการรบสมัยก่อน ถ้าไม่มีศึกให้ไปรบ ก็อยากให้น้องรักษาหน่วย และเราก็ต้องสร้างความดี และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความดี ช่วยเหลือประชาชน ในเหตุการณ์ต่างๆ
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ พล.ท.เฉลิมชัย จะเกษียณไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทหารผ่านศึก ทั้งเรื่องกิจกรรมต่างๆเพื่อหวังว่าสิ่งที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของเขาที่เสียสละให้กับประเทศชาติ จะถูกคำนึงถึงไม่ใช่แค่วันเฉพาะวันนี้เท่านั้น..
PPTV Content /Photo : พัฐอร พิจารณ์โสภณ
PPTV Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง
PPTV Photo : ทวีชัย จันทวงค์