ข้อเสนอผลักดันให้ “ราไวย์” และชุมชนชาวเลเป็นพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย การทำงานเรื่องนี้ของรัฐบาลในอดีตเคยก้าวหน้าถึงขั้นที่แบ่งงานให้กระทรวงต่างๆไปรับผิดชอบอย่างชัดเจน หากย้อนกลับไปดูรายละเอียดในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 มิ.ย.2553
มติคณะรัฐมนตรีในวันนั้น เห็บชอบ แนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ที่เสนอโดย กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีแนวคิดผลักดันให้ชุมชนชาวเลเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษอยู่ในนั้น ภายใต้การแบ่งระยะเวลาการแก้ปัญหาออกเป็นระยะสั้นและระยะยาว
มาตรการระยะสั้น ซึ่งเวลานั้นกำหนดให้เร่งทำภายในเวลา 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี คือ การส่งเสริมและสนุนชุมชนชาวเลรวม 9 ด้าน ประกอบด้วย
- การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการให้จัดทำโฉนดชุมชน หรือ การมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อผลักกันให้เป็นเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาวเลที่มีทั้ง มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย
- การส่งเสริมให้ชาวเลเข้าถึงอาชีพประมงตามวิถีและดำรงชีวิต
- การสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ และสร้างระบบสาธารณสุขรองรับผลกระทบจากอาชีพประมง เช่น โรคหนีบน้ำที่มักเกิดจากการดำน้ำ
- เร่งช่วยเหลือด้านสัญชาติในกลุ่มชาวเลที่ไม่มีบัตรประชาชน
- ส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในท้องถิ่น
- เร่งแก้ปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ ที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งมองว่า ชาวเลไม่ใช่คนไทย
- ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
- สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็ง
- จัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อการทำงานรักษาความวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล
ซึ่งมาตรการระยะสั้นทั้งหมดเหล่านี้ ถือเป็นรากฐานของการผลักดันให้ชุมชนชาวเลเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ
ส่วนมาตรการระยะยาว ให้ดำเนินการภายใน 1 ถึง 3 ปี ก็คือ หัวใจของการแก้ปัญหาชุมชนชาวเลอย่างยั่งยืน คือ การกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ที่จะได้รับการคุ้มครองความมั่นคงในชีวิตหลายด้าน รวมถึงด้านที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้น ระบุรายละเอียดถึงขั้นเจาะจงชื่อกระทรวงที่ต้องรับผิดชอบภารกิจนี้ ประกอบด้วย 5 กระทรวง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม
แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีระบุชัดเจนถึงภารกิจของ 5 กระทรวงนี้ แต่นายดำรง ทองสม รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องของชาวเลในวันนี้ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดันให้ชุมชนชาวเลเป็นพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม เพราะไม่มีกฎหมายให้ดำเนินการ
แม้จะไม่มีกฎหมายจำเพาะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีช่องทาง เนื่องจากเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนชาวเล ได้หยิบยกเหตุการณ์เมื่อครั้งผลักดันให้จัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นองค์การมหาชนมาเป็นต้นแบบ
การนำเสนอครั้งนั้น ก็ไม่มีกฎหมายรองรับเช่นเดียวกัน แต่สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ใช้วิธีการร่างเป็นพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. จนประกาศได้ในปี 2546
นี่คือต้นแบบของช่องทางที่ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามึ นำเสนอว่า กระทรวงวัฒนธรรมสามารถทำได้ แต่นับตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กำหนดชุมชนชาวเลเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว นโยบายนี้ยังไม่เคยถูกสานต่ออย่างเป็นรูปธรรม