ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดอัตราค่าสแตมป์ยาสูบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 ปรับขึ้นราคาภาษีบุหรี่ 90% จาก 87% เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสนับสนุนนโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบของรัฐ มีผลบังคับใช้วันนี้
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 59 กระทรวงคลังได้เสนอปรับขึ้นภาษีบุหรี่ที่ขายในประเทศ มีผลวันที่ 10 ก.พ. 59 โดยมีการปรับภาษีทั้งสองขา คือ ในส่วนการคิดภาษีจากราคา จากเดิมคิดที่ 87% ขึ้นเป็น 90% และการคิดภาษีในส่วนปริมาณจากเดิมเก็บ 1 บาทต่อกรัม ขึ้นเป็น 1.1 บาทต่อกรัม โดยในปีภาษีนี้ที่เหลือการจัดเก็บอีก 8 เดือน จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บุหรี่ที่ขายในประเทศปรับขึ้นราคาอีก 5-10 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ที่นำเข้าจากจีน ที่มีราคาขาย 20-30 บาทต่อซอง จะปรับขึ้นประมาณ 5-10 บาทต่อซอง เพราะต้องดูการจัดเก็บภาษีก่อนหน้านี้ว่าดูปริมาณหรือราคาเป็นหลัก
ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยกับทีมข่าว “New Media PPTV” ว่าจากการที่ราคาบุหรี่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 87% เป็น 90% ซึ่งผลต่างรายได้ที่เพิ่มขึ้น 3% จากเดิม ถ้ามองจากอัตราการซื้อในทุกวันนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยในส่วนนี้ทางภาครัฐมองว่าเป็นผลพลอยได้ และจะนำไปเข้ากองคลังเพื่อดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศต่อไป
"การเพิ่มภาษีดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการยับยั้งการเข้าถึงบุหรี่ของประชาชนและนักสูบหน้าใหม่ เพราะการเพิ่มภาษีจะทำให้ราคาบุหรี่ในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเยาวชนที่คิดจะสูบบุหรี่อาจจะลดลงเนื่องจากราคาแพง" นายสมชาย กล่าว
นอกจากนี้อธิบดีกรมสรรพสามิต ยังกล่าวอีกว่าขั้นตอนต่อไปหลังจากเพิ่มภาษีเพื่อป้องกันให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ยากขึ้นแล้ว ทางภาครัฐได้ร่วมมือกับทหารตำรวจในการป้องกันปราบปรามการนำเข้าบุหรี่ผิดกฏหมายตามแนวชายแดนต่อไป