แต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้มันเป็นจริงแล้วครับ “จิ้งจอกสยาม” คือผู้นำในลีกสูงสุดของอังกฤษ 25เกมของพวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 15 และแพ้เพียง 2 แมตช์
ทีมใหญ่น้อยต่างดาหน้ากันมาทดสอบ ว่าจิ้งจอกตัวนี้เป็นของจริงหรือไม่ ผลที่ได้รับกลับไปถือว่าแสบสันนัก ลูกทีมรานิเอรี่ไม่เพียงเก็บ 3 คะแนนแต่บุกกระซวกคู่แข่งอย่างเมามัน เจมี่ วาร์ดี้ ,ริยาด มาห์เรซ, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เล่นกันอย่างรู้ใจ และวิ่งขโยกเป็นม้าจนหลายคนตั้งคำถามว่า “เดอะ ทิงเกอร์แมน” ให้ลูกทีมกินอะไรถึงได้ฟิตขนาดนี้
ผมเองมีโอกาสได้ดู “เดอะ ฟ็อกซ์” สายพันธุ์ไทยตัวนี้เล่นหลายเกม และแอบคิดเหมือนทุกคนว่า เกมนี้แหละพวกเขาแพ้แน่ พูดกับตัวไม่เองไม่น่าต่ำกว่า 5 นัด แต่เลสเตอร์ก็ทำให้ผมอ้าปากค้าง โดยเฉพาะเกมที่พวกเขาเปิด คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม ไล่อัดลิเวอร์พูล เป็นการเล่นที่เหลือเชื่อมาก จังหวะต่อบอลหนึ่งสอง การให้บอลจังหวะเดียวอย่างรู้ใจ ดูเพลินๆนึกว่าอาร์เซน่อล หรือบาร์เซโลน่าเข้าสิง
ไม่เพียงเท่านี้ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกคนปัจจุบันทำให้การดูทีมจ่าฝูงสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น วาร์ดี้ เล่นได้ไร้ที่ติ จังหวะโดนกองหลังบีบเพลสซิ่งเร็ว เขาไม่ลนลานเลยแม้แต่ครั้งเดียว และถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า เวลาที่ไม่มีบอลการเคลื่อนที่ของเจ้าตัวน่าตกใจมาก สปีดที่ทำลายล้างคู่แข่ง เซ็นส์บอลที่ชาญฉลาด บวกกับสไตล์การเล่นที่ไม่เห็นแก่ตัว ทำให้ศูนย์หน้าคนนี้จับทางยากมาก
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ รานิเอรี่ ได้รับคำชมมากคือ การขันน็อตเกมรับ เพราะแผงหลังทั้ง 4 คน หากเอ่ยชื่อเมื่อฤดูกาลก่อนคือนักเตะเกรดบีทั้งสิ้น กุนซืออิตาเลียนใช้แท็คติกการบีบพื้นที่ โดยให้ไล่บอลตั้งแต่มิดฟิลด์ลงมา ทำให้เล่นเป็นระบบทั้งทีม เลสเตอร์จึงเสียประตูยากมาก
จากนี้เหลือการแข่งขันอีกเพียง 13 เกม หากจิ้งจอกสยามตัวนี้ยังคงเส้นคงวา ไม่กดดันตัวเองจนเสียศูนย์ เชื่อว่าพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จะถูกจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ลูกหนังตราบนานเท่านานว่าในยุคที่ใช้เม็ดเงินสาดเข้าหากันเพื่อซื้อความสำเร็จ แต่มีสโมสรชื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ใช้สปิริตต่อสู้จนได้แชมป์ในที่สุด
ป็อบ วีระพล