นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ โฆษกกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เสนอว่านอกจากดอกกุหลาบสดที่คนส่วนใหญ่ นิยมมอบให้กันในวันวาเลนไทน์แล้ว ปีนี้ขอแนะนำให้นึกถึงกุหลาบในรูปแบบเครื่องหอม เช่น น้ำหอม น้ำอบ น้ำปรุง สบู่ดอกกุหลาบ แป้งกลิ่นกุหลาบด้วย เนื่องจากดอกกุหลาบ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านยา หลายรูปแบบ
โดยตามตำรายาของไทยจะใช้กุหลาบ สกุลกุหลาบหนูเรียกว่า “ยี่สุ่น” นำดอกแห้งมาผสมเป็นยาหอมเกสรต่างๆ นอกจากนี้ยังนิยมนำมาทำเป็นน้ำกระสายยา ซึ่งเป็นน้ำสำหรับแทรกในตำรับยาไทย ให้ออกฤทธิ์ตามต้องการ
ขณะที่ตำรายาจีนมักใช้ดอกตากหรืออบแห้งชงเป็นน้ำชาดื่ม มีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น อารมณ์ดี แก้ร้อนใน ช่วยให้นอนหลับ แก้อ่อนเพลีย ทำให้ผิวเรียบเนียน แต่ด้วยยี่สุ่นเป็นกุหลาบที่ไม่มีกลิ่นตอนกลางวัน การขยายพันธุ์จึงลดน้อยลงไป หาได้ยาก จึงมักใช้กุหลาบมอญที่มีกลิ่นหอมแทน
“นอกจากเครื่องหอมและส่วนผสมของยาแผนไทย เรายังสามารถเอาดอกกุหลายมาทำน้ำกุหลาบมอบให้คนที่เรารัก โดยใช้กลีบกุหลาบสดที่สะอาดไม่มีสารอันตราย ไม่มียาฆ่าแมลง โปรยลงในน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งให้เดือดพอสีของกลีบดอกซีด ยกลงกรองเอาแต่น้ำ แต่งรสได้ตามชอบใจ พอเย็นนำแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้หลายวัน หรือนำน้ำสะอาดลอยดอกกุหลาบดื่มแก้ร้อนในช่วงวันที่อากาศร้อนๆ ก็ได้”
ทั้งนี้ นอกจากดอกกุหลาบ ยังมีพรรณไม้ที่มีกลิ่นหอมอีกหลายชนิด และสื่อถึงความรักในหลากหลายมุม อาทิเช่น ดอกมะลิ มีกลิ่นหอมอบอุ่น สื่อถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก เป็นรักอบอุ่น ดอกราตรี มีกลิ่นหอมหวาน สื่อถึงความรักที่หวานนุ่มนวลรัญจวนใจ ดอกโมก มีกลิ่นหอมเย็นที่มีพลัง สื่อถึงความรักที่ทรงพลังหรือเรียกได้ว่า “พลังแห่งรัก” ดอกปีบ มีกลิ่นหอมสดชื่น สื่อถึงความรักที่หวานชื่น เป็นรักสดใส
ดอกการะเวก มีกลิ่นหอมที่หนักแน่น สื่อถึงแรงแห่งรักที่มั่นคง ดอกลีลาวดี มีกลิ่นหอมที่ชวนค้นหา สื่อถึงความรักที่น่าค้นหา เป็นเรื่องราวของความรัก ดอกพลับพลึง มีกลิ่นหอมอ่อน ผ่อนคลาย สื่อถึงความรักที่ซึมลึก คือค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ เป็นต้น