พระประสงค์ ปัญญาวุฑโฒ พระสำนักปฏิบัติธรรมเขาพุคำ เปิดเผยผ่านรายการ เป็นเรื่องเป็นข่าว กรณีความขัดแย้งของคณะสงฆ์ และเกิดการชุมนุมกันของเครือข่ายคณะสงฆ์และภาคีพุทธบริษัท4 ที่พุทธมณฑล จนเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างคณะสงฆ์ กับเจ้าหน้าที่ โดยที่มีการล๊อคคอทหารและการชุมนุมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวตนไม่ได้เป็นผู้นำม๊อบแค่เพียงไปร่วมงาน ในส่วนของการล๊อคคอทหาร เพราะ พระกลัวทหารจะทำร้ายร่างกาย แต่ไม่ได้ทำร้ายกันแต่อย่างใด และมาชุมนุมอย่างสันติ ในส่วนของการยกรถนั้น จำเป็นเพราะต้องยกรถหลบเพื่อให้รถสุขา และรถขนเสบียงเข้า ถึงแม้จะมีเสียงประชาชนกล่าวว่าไม่เหมาะสมบ้าง แต่ที่ทำลงไปเพราะความจำเป็นเพราะรถสุขา เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพระสงฆ์ที่มาประท้วงจำนวน 3 หมื่นรูป
“มันถึงเวลาที่ต้องแสดงออก เพราะจะไปเงียบทุกอย่างไม่ได้อย่างเช่นการเรียกร้องให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าพระไม่เคลื่นไหวเลย แล้วจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร ฉะนั้นจำเป็นที่พระมารวมพลังกัน มาประชุมกันว่าจะดำเนินกันอย่างไร ทั้งที่ในประเทศเมียนมาร์ก็ทำ แต่ทำไมประเทศไทย ทำไม่ได้” พระประสงค์ กล่าว
ส่วนเรื่องของการให้คนปลอมเป็นพระเข้ามานั้น พระประสงค์ กล่าวอีกว่า ไม่มี ทั้งหมดเป็นพระจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้คนมาปลอมเป็นพระ เพื่อเน้นปริมมาณ ประเด็นหลักที่ก่อการชุมนุมนั้น เพราะต้องการให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ และ ต้องการให้รัฐบาลทำตามมติ ของ มหาเถรสมาคม คือแต่งตั้งพระสังฆราช ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเสนอที่ร้องขอ ก็อาจจะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
นักวิชาการชี้ทหารปะทะพระเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย
ด้าน ผศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธ์ อาจารย์โครงการปริญญาโทสาขาพุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปกติประเทศไทยยังไม่เคยมีปรากฏการณ์พระสงฆ์ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ซึ่งตามหลักการ ท่านมีสิทธ์ ที่จะแสดงสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ในหลักพระธรรม วินัยสมณเพศ พระสงฆ์สามารถแสดงความไม่เห็นด้วยได้ ด้วยการไม่รับกิจนิมนต์ในพระธรรมวินัย พระสงฆ์จะไม่สามารถแสดงออกอย่างอื่นได้ แต่หลักความเป็นจริงแล้วมีหลายครั้งที่พระสงฆ์เถรวาทในหลายประเทศมีบทบาทในการเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางศาสนาเอง
ทั้งนี้ ผศ.ดนัย กล่าวต่อว่า โลกปัจจุบันพระสงฆ์ถูกริดรอนการแสดงความเห็นมากจึงเป็นที่มาของพระสงฆ์ออกมาแสดงออก ซึ่งถือเป็นความอัดอั้นของพระ และต้องเข้าใจว่าพระเองเป็นปุถุชน ด้วยความที่มีความอัดอั้นในหลายเรื่อง ก็อาจจะมีอารมณ์เมื่อไปอยูในกลุ่มชน หากเห็นในหลายสื่อจะเห็นทหารเอารถมาขวางจึงทำให้พระท่านมีอารมณ์จนแสดงความไม่เหมาะสมออกไป และต้องกลับไปตั้งคำถามกลับกับฝ่ายทหารว่า ประเทศไทยไม่เคยมีการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ ทหารกับพระ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และต้องตั้งถามว่าประเทศไทยจะตั้งศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ เกิดอะไรขึ้นกับขนบธรรมเนียมที่เราต้องเคารพ พระ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนนั้น มันเกินไปทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายทหารเองก็ปฏิบัติการ และดูมีอารมณ์ และถ้าเกิดมีเหตุการณ์ชุลมุน เอง และมีภาพทหารทำร้ายพระ ขึ้นมา จะกายเป็นการจุดประเด็นให้เกิดความรุนแรงได้อีก เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
"จริงๆแล้วทหารควรปล่อยให้พระเข้าไปไม่ต้องขวาง แต่ก็ต้องดูสิ่งที่พระเรียกร้องด้วยว่ามีวิธีแสดงออกอย่างอื่นด้วยหรือไม่ แต่อย่างที่ทราบ พระท่านต้องการจุดกระเพื่อม มันก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ท่านวางแผนไว้ แต่ตามพระธรรมวินัย ก็มีวิธีอยู่แล้ว คือการคว่ำบาตร แต่มันส่งผลช้าและไม่ได้ผล แต่สิ่งที่ท่านทำต่อมาคือ มีรองนายกรัฐมนตรีมารับสานส์โดยตรง และแปลว่ายุทธศาสตร์ที่ท่านวางแผนไว้สำเร็จ และอันที่จริง รถสุขาเข้าไม่ได้ ก็ให้คนปวดมาใช้ด้านนอก ก็ได้ อันที่จริงพระท่านไม่ต้องยกรถ ขนาดนั้น เพื่อสร้างความจิตตกแก่ประชาชน คือคนที่เข้าไปอยู่เหตุการณ์อาจะร็ที่มาที่ไปแต่คนนอก ที่ไม่ร็ อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง และแชร์ไปกับอคติ ลงบนสื่อ คนที่เชียร์ก็จะลงความเห็นเป็นบวก แต่คนที่เห็นต่างก็จะลงความเห็นเป็นลบ ซึ่งมันทำให้ภาพของ พุทธศาสนิกชนดูแย่ลง" ผศ.ดนัย กล่าว
ส่วนเมื่อเทียบกับการเกิดเหตุที่ศรีลังกานั้นมีบริบทไม่เหมือนกัน เพราะศรีลังกามีความเป็นชาตินิยมสิงหล กับพุทธศาสนาเถรวาท เป็นของคู่กันมานานหลายพันปี ฉะนั้นปรากฏการณ์ ของพระสงฆ์สู้กับทมิฬ คือการต่อสู้ระหว่างกันค่อนข้างรุนแรง และพระภิกษุบางรูปเคยใช้ปืนไปลอบยิงรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ส่วนในเมียนมาร์นั้นพระสงฆ์เป็นแกนนำจริง แต่ในเรื่องความรุนแรงจะเป็นทหารใช้ความรุนแรงกับพระ เช่น พ.ศ.2531 ที่ทหารจับพระขังคุกเป็น10 ปี หรือปี 2550 ที่พระเป็นแกนนำ หากจำได้ ก็จะมีภาพ พระสงฆ์ถูกทหารทำร้าย แต่ก็จะมีความเห็นของฝ่ายเชียร์ทหารบอกว่า เป็นพระปลอมหาภาพตัดต่อหรือภาพจริงบ้าง คือโมเดลนี้คือการไม่วางใจ พระแล้ว
อย่างไรก็ตามในกรณีพระของไทยที่เกิดขึ้น จะเป็นแบบเมียนมาร์หรือศรีลังกาหรือไม่นั้น ผ.ศ.ดนัย กล่าวว่า สังคมไทยเราอยู่ในขนบธรรมเนียมมานาน แต่ข้อเรียกร้อง ทั้ง 5 ข้อนั้นก็ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ซึ่งท่านเองยังแทงกั๊กอยู่ว่า หากไม่ตอบสนองจะกลับมาอีก เรื่องใหญ่จริงเป็นเรื่องของการบรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาตินั้น อันที่จริงมีการเรียกร้องมานาน แต่ถ้าสังเกตประเทศไทยไม่เคยมีการเร่งให้แต่งตั้งพระสังฆราช แต่ถ้ามองในแง่ของไทม์ไลน์นั้น มีนัยยะสำคัญบางอย่าง เพราะช่วงนี้ดีเอสไอกำลังจัดการในเรื่องของวัดพระธรรมกาย หรือเรื่องรถหรูของสมเด็จวัดปากน้ำ และเป็นการตั้งประเด็นใหม่ แต่ถ้าโฟกัสไปที่การเร่งแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้นยังไม่เป็นจุดแตกแยก ระหว่างนิกายมหานิกาย และธรรมยุต เรื่องกรณีนี้ จะไม่มีความรุนแรงเลย ถ้าวัดพระธรรมกาย ไม่เกี่ยวข้องกับขั้วการเมือง ซึ่งมาถึงวันนี้ ตนคิดว่าถ้าเราไม่เคารพกฏกติกา ในเมื่อ พ.ร.บ. ก็มีระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ใดเหมาะสม ถ้าไม่เคารพกฏก็จะเป็นปัญหา ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนาเรื่องเดียวเรื่องการเมืองก็เช่นกัน และถ้าเราให้คณะสงฆ์อีกนิกายหนึ่งขึ้นมา อีกนิกายนึงก็จะรู้สึกไม่เป็นธรรม ทีนี้ทั้งสองฝ่ายก็ต่างมีคนศรัทธาเยอะ คือถ้าคณะสงฆ์แตกกันขึ้นมา สังคมในภาคใหญ่ก็จะแตกขึ้นอีก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า การทำให้พระสงฆ์แตกกันถือเป็นอนัตยะกรรม ถือเป็นบาปร้ายแรง พอแตกร้าวทางความคิดจะประสานกันยาก ต้องชื่นชมท่านรองนายกฯ ที่เข้ามาแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว และควรจะเป็นไปตามกฏเกณฑ์ ในด้านความเหมาะสมหรือไม่นั้น ก็ให้ทางกฏหมายดำเนินการไป
และกรณีพระพรหม สุธี ที่เคยเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม พอเกิดเรื่องทุจริตก็มีคำสั่งยกเลิก ซึ่งไม่แปลก ถ้าพระสังฆราชองค์ต่อไปอาจจะมีคดี และประเทศไทยเคยมีการปลดสมเด็จพระสังฆราช ในสมัย ร.2 เพราะเสพเมถุน ถ้าจะข้ามความขัดแย้งนี้ได้ ต้องอยู่ในกฏกติกาและปล่อยให้เป็นไปตามระบบ หรือถ้ารู้สึกไม่เป็นธรรมก็ให้ดำเนินการตามกฏระเบียบ แต่ถ้าพระสงฆ์ไม่พอใจแล้วล้ม พ.ร.บ. ก็ไม่มีกฏ แล้วจะอยู่อย่างไร