4 คำถาม มี “สื่อ” ไว้ทำไม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ความพยายามในการกำหนดรูปแบบการซักถามของสื่อมวลชนต่อผู้นำประเทศ นับว่าเป็นวิธีการที่อยู่ในข่ายหลักวิชาการสื่อสารการเมือง ในหลักวิชานี้มีทฤษฎีที่น่าสนใจอยู่ 4 ทฤษฎี ที่อาจสะท้อนได้ว่า การบริหารประเทศในเวลานั้นอยู่ในภาวะแบบไหน

ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า ทฤษฎีที่ว่าด้วยสถานะของสื่อตามระบบการปกครอง จะจำแนกออกเป็นอีก 4 ทฤษฎีย่อย

  1. ทฤษฎีเสรีนิยม การทำงานของสื่อในสภาพสังคมแบบนี้ จะมีเสรีภาพเต็มที่ในการนำเสนอข่าว โดยมีกฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น หากการนำเสนอข่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาท หรือ ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ก็ถือว่าขัดต่อกฎหมายและฟ้องร้องกันได้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม
  2. ทฤษฎีความรับผิดชอบต่อสังคม  การทำหน้าที่ของสื่อในทฤษฎีนี้ก็ถือว่า มีเสรีภาพไม่ต่างจากเสรีนิยม แต่นอกจากกฎหมายจะมีหลักการทำหน้าที่ของสื่อ คือ ความรับผิดชอยบต่อสิ่งที่นำเสนอเข้ามากำกับ คล้ายกับระบบจริยธรรมในวิชาชีพ
  3. ทฤษฎีอำนาจนิยม สื่อที่ต้องปฏบัติหน้าที่ภายในภาวะแบบนี้ การนำเสนอข่าวจะอยู่ภายใต้การชี้นำ หรือ เสนอแนะจากเจ้าหน้าที่รัฐ
  4. ทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อจะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จจากรัฐ

อาจารย์นันทนา นันทวิโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก วิเคราะห์ว่า ความพยายามกำหนดรูปแบบการตั้งถามของสื่อและจำกัดจำนวนคำถามสื่อของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในไทย เข้าข่ายทฤษฎีอำนาจนิยม ที่การนำเสนอภายในประเทศต้องอยู่ภายใต้การชี้นำหรือเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรุนแรงที่สุดอาจจะถูกมองได้ถึงทฤษฎีเบ็ดเสร็จนิยม ซึ่งทั้งหมดขัดต่อธรรมเนียมของประเทศประชาธิปไตย

หากพูดเรื่องเหล่านี้เป็นทฤษฎีคุณผู้ชมอาจจะนึกภาพตามได้ยาก แต่หากลงรายละเอียดตามบุคลิกของผู้นำในประเทศต่างๆ อาจจะพอเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในส่วนของผู้นำในต่างประเทศ ก็จะมีรูปแบบการถาม-ตอบคำถามกับสื่อมวลชนที่แตกต่างกันออกไป โดยที่ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่จะรู้กันเองว่า ผู้นำคนไหนชอบให้สัมภาษณ์แบบไหน หรือจะตอบคำถามมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่มีประเทศไหนที่ออกกฏการสัมภาษณ์ หรือการถามคำถามออกมาอย่างชัดเจน อาจจะมีเพียงแค่ ห้ามเข้าใกล้เกินกว่าที่กำหนดไว้ ห้ามถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือมีการกำหนดเวลาสำหรับการถาม-ตอบไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น

อย่างประเทศที่มีผู้นำเผด็จการ เช่น คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ หรือ แม้แต่นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก็จะไม่มีการออกมายืนให้นักข่าวถามคำถาม เรียกได้ว่า จะหมดโอกาสตั้งคำถามโดยตรงแบบสิ้นเชิง การสื่อสารในประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการสื่อสารทางเดียว

 

ขณะที่ผู้นำประเทศประชาธิปไตยทั่วไปอย่างบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา แองเกล่า แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งเยอรมัน หรือ เดวิด คาเมรอน แห่งสหราชอาณาจักร  ผู้นำเหล่านี้ส่วนใหญ่ยินดีที่จะตอบคำถามอย่างเต็มที่ เพราะหมายถึงการแสดงวิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งอาจกลายเป็นคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย

 

ส่วนผู้นำประเภทที่พูดคุยไม่เก่ง หากจะยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวและคุ้นชินที่สุด คงหนีไม่พ้น อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำประเภทนี้ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการให้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนั้น คอยทำหน้าที่บอกบทเป็นพิเศษ และถ้าตอบไม่ได้จริงๆ ก็จะมีลูกคู่คอยช่วยตอบคำถามให้ อย่างที่เคยเกิดขึ้น

 

ผู้นำประเภทนี้มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำขัดตาทัพ ที่ถูกดันขึ้นมารับตำแหน่งชั่วคราว เพื่อรอตัวจริงเข้าสู่อำนาจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงจะไม่ใช่ผู้นำทั้ง 3 ประเภท และยังคงไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าพลเอกประยุทธ์เป็นผู้นำแบบไหน สำหรับการจำกัดให้สื่อมวลชนถามคำถามเพียงแค่ 4 คำถาม ส่วนธรรมเนียมการแนะนำตัวและสังกัดของสื่อมวลชนก่อนถามคำถาม ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติปกติที่เคยเกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ