ปมรถหรู เดิมพันเก้าอี้ “สังฆราช”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ยังคงมีความอลหม่านเกิดขึ้นโดยตลอด สำหรับจังหวะเวลาที่อยู่ในช่วงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แม้ตามกติกาในการปกครองของคณะสงฆ์ จะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในฐานะพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์อาวุโสสูงสุด คือ ผู้ที่จะต้องขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ แต่สถานการณ์เวลานี้ดูเหมือนจะไม่แน่นอน

หากจะถามว่า “ความผิด” ที่ดีเอสไอตรวจสอบพบจะเชื่อมโยงถึงสมเด็จช่วงและมีผลต่อเก้าอี้ “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20” หรือไม่ รายละเอียดของขั้นตอนต่างๆ ที่พบความผิดปกติน่าจะเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งดีเอสไอได้สรุปไว้เป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่แรก คือ กระบวนการนำเข้า มีห้างหุ้นส่วนอ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์สเป็นหัวหอกสำคัญ ในการประสานให้ส่งชิ้นส่วน ซึ่งแยกเป็นตัวถังกับเครื่องยนต์ มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านทางเรือ 2 ลำแยกเป็น ตัวถัง มาโดยเรือ van harmony มีชื่อ ห้องหุ้นส่วนจำกัด ซี ที ออร์โตพาร์ท เป็นผู้นำเข้า 

ส่วนเครื่องยนต์มาทางเรือ NYK ARGUS มีชื่อบริษัทคาร์โก้ คาร์ จำกัด เป็นผู้นำเข้า ทั้ง 2ลำ ทิ้งระยะห่างการนำเข้าเพียงแค่ 2 วัน โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นผู้รับมอบปลายทาง

ส่วนอุปกรณ์ส่วนควบชิ้นอื่นๆ เช่น กระโปรงรถ ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ประตู ดีเอสไอ ไม่พบหลักฐานการนำเข้า แต่พบเหลักฐานว่าซื้อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด สายชลมอเตอร์ ซึ่งเมื่อตรวจสอบ ทราบว่าบริษัทนี้ไม่มีอยู่ในสาระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และไม่ปรากฏเลขประจำตัวผู้เสียภาษีด้วย

พฤติการณ์ในขั้นตอนนี้ ดีเอสไอเห็นว่า อาจเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงภาษีและเข้าข่าย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ 27 ทวิ ฐานพยายามหลักเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรและรับไว้โดยของนำเข้าในราชอาณาจักร โดยรู้ว่าหลบหลีกภาษีอากร

สำหรับขั้นตอนต่อมา คือขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ดีเอสไอระบุว่า รถยนต์คันนี้ถูกสั่งซื้อจากพระรูปหนึ่งในราคา 4 ล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส และอู่วิชาญร่วมกันประกอบ และปันส่วนรายได้กัน แต่จากการสืบสวนพบข้อเท็จจริงว่าอู่วิชาญไม่มีใบอนุญาติประกอบอุตสาหกรรม แต่แอบอ้างชื่อ อู่ N.P.การาจ ซึ่งเป็นโรงประกอบรถยนตร์ถูกต้องแทน

ขั้นตอนนี้จึงพบเอกสารเท็จ ทำให้การประกอบรถยนต์คันนี้ไม่ชอบด้วยกฏหมาย

ขั้นตอนต่อมา คือการเสียภาษี หลังจากที่ได้ปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าของอู่ N.P.การาจ บนเอกสารประกอบรถยนต์ปลอมแล้ว ก็ปรากฏว่ามีบุคคลคนหนึ่งที่ดีเอสไอระบุว่า ชื่อชลัส  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวละคร คอยเดินเรื่องนำเอกสารปลอมนี้มาขอยื่นเรื่องชำระภาษีสรรพสามิต เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือการขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ทั้งที่ อู่N.P.การาจ ไม่ได้ประกอบรถยนตร์คันนี้จริง จึงอาจเข้าข่ายความผิดใช้เอกสารปลอม ยื่นต่อหน่วยงานราชการ

สุดท้ายคือขั้นตอนการขอจดทะเบียน ปรากฏว่าดีเอสไอไปพบหลักฐานเอกสารปลอมจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ ว่าจ้างให้นายบุคคลไปขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ทั้งที่รถคันนี้ไม่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฏหมาย และพบการปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนา เจ้าของอู่ N.P. การาจ ในแบบคำขอโอนและรับ ไปยังพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบการปลอมและใช้ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบค่าแรงการประกอบด้วย

นั่นหมายความว่า ทั้ง 4 ขั้นตอนของการจดประกอบรถคันนี้ เข้าข่ายความผิดทั้งหมด โดยมีเป้าหมายให้สามารถประกอบและใช้รถคันนี้ในราชอาณาไทยได้อย่างสมบูรณ์

แม้หลายฝ่ายจะเตรียมใช้การตีความกฎหมาย เป็นเครื่องมือในยุติปัญหาข้อโต้แย้งในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช แต่ในมุมมองของนักคิดที่สนใจและคลุกคลีกับคณะสงฆ์ ประเมินว่า แนวทางนี้ ถึงจะยุติปัญหาได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะที่ไม่ใช่การแก้ไขที่รากของแก้ปัญหา ซึ่งมาจากโครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่มีลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจ จนทำให้เกิดการแย่งชิงตำแหน่งการปกครอง

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505 ที่เกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี กำหนดให้การปกครองคณะสงฆ์ ใช้รูปแบบล้อไปกับการปกครองในทางโลก คือ มีพระสังฆราชเป็นผู้ปกครองสูงสุด มีกรรมการมหาเถรสมาคมทำหน้าที่คล้ายคณะรัฐมนตรี และปกครองเป็นลำดับชั้น ผ่านเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด อำเภอ ตำบล และ เจ้าอาวาส

การปกครองด้วยโครงสร้างลักษณะนี้อาจเหมาะสมกับช่วงเวลาหนึ่ง แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่การเมืองทางโลกที่มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย แต่การปกครองของคณะสงฆ์หยุดนิ่ง และยังคงรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางให้มีอำนาจในการตัดสินใจก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เมื่ออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

ถ้าไม่ปกครองด้วยระบบนี้จะเปลี่ยนเป็นแบบไหนหากย้อนกลับไปช่วงก่อนมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505 อาจารย์สุลักษณ์ ระบุว่า แต่เดิมพระสงฆ์ปกครองกันแบบ “ปรัมปราคติ” หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ ปกครองกันเอง แล้วแต่ว่าเป็นพระสายไหน เป็นลูกศิษย์ใคร การปกครองแบบนี้ในปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มาก เช่น สายของหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง มีการประชุมกันทุกปี เป็นพระสายปฏิบัติธรรมที่มีความเข้มแข็ง  ที่ปกครองกันเองโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก นี่อาจจะเป็นรูปแบบที่อ.สุลักษณ์ เชื่อ หากฟื้นคืนมาใช้ในวงกว้างก็อาจจะสามารถยุติปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ได้ เพราะตามหลักพุทธศาสนา พระสงฆ์ไม่ได้มีเป้าหมายการบวชมาเพื่อเป็นนักปกครอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ