สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีกำลังผลิตถึง 2,200 เมกะวัตต์ ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าจะนะที่เวลานี้เป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าป้อนภาคครัวเรือนและธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่มีกำลังผลิตอยู่ราว 1,540 เมกะวัตต์ โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา บนเนื้อที่ 2,960 ไร่
สำหรับแผนการผลิตจะนำเข้าเชื้อเพลิงคือถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเรือขนส่งขนาด 13,000 ตัน 2 ลำ เพื่อใช้เพียงพอกับถ่านหินที่จะต้องใช้เผาไหม้วันละ 23 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 1 คันรถบรรทุกต่อ 1 นาที นั่นหมายความหมายว่า นอกจากตัวโครงสร้างของโรงผลิตไฟฟ้า จะต้องสร้างท่าเทียบเรือยื่นลงทะเลไว้รองรับการขนส่งความยาว 3 กิโลเมตร
ขณะที่ในส่วนของการลดผลกระทบ จะต้องใช้น้ำทะเลกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์และหล่อเย็นวันละ 9 ล้านคิว หรือเท่ากับสนามบอลที่มีน้ำท่วมสูง 1 เมตร ราว 1,500 สนาม และจะต้องเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับทำบ่อฝังกลบเถ้าถ่านหินบริเวณริมทะเล 760 ไร่
ที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาถือเป็นชนวนเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนกลุ่มส่วนหนึ่งในพื้นที่มีความกังวลถึงขั้นใช้คำว่า ชุมชนอาจล่มสลาย เพราะที่ตั้งตามแผนก่อสร้างทับซ้อนอยู่กับชุมชนซึ่งมีทั้งบ้านเรือนจำนวน 240 หลังคาเรือน มัสยิด 2 แห่ง โรงปอเนาะสอนศาสนา 1 แห่ง วัด 1 แห่ง นั่นหมายความหากดำเนินการตามแผนก่อสร้างที่จะต้องถมดินสูงขึ้นมารองรับประมาณ 5-8 เมตร อาจจะส่งผลให้ที่ตั้งของชุมชนและสถานที่สำคัญเหล่านี้ กลายเป็นที่ต่ำ และต้องถูกน้ำท่วมสูง เมื่อถึงฤดูภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ตั้งจะมีลักษณะนี้ แต่คงจะเกิดคำถามว่า สาเหตุใด คน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต้องร่วมเคลื่อนไหวด้วย หากดูในภาพใหญ่ของสภาพพื้นที่และกระบวนการการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อาจจะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
ที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อยู่ห่างจากอำเภอสะบ้าย้อย 27 กิโลเมตร อำเภอนาทวร 34 กิโลเมตร และอำเภอจะนะ 29 กิโลเมตร และห่างจากหมู่บ้านแรกของจังหวัดปัตตานีเพียง 7 กิโลเมตร ส่วนตัวเมืองปัตตานีอยู่ห่างจากที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 30 กิโลเมตร ตัวเลขเหล่านี้อาจจะไม่มีความหมาย ถ้ากลุ่มเปอร์มาตามาส ไม่ไปพบข้อมูลจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยอาร์วาร์ด ที่ระบุว่า การศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักและมีกำลังผลิตระดับนี้ ควรจะต้องทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ครอบคลุมพื้นที่ตั้งในรัศมีอย่างน้อย 100 กิโลเมตร แต่การจัดทำรายงานเหล่านี้และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของโครงการนี้ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ กลับทำอยู่ในรัศมีที่จัดกัดเพียงแค่ 5 กิโลเมตร โดยยึดข้อกำหนดของสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือ สผ. นอกจากนั้น ในกระบวนเหล่านี้ยังมีข้อพิรุธที่พวกเขาบอกว่าไม่เป็นธรรมอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงประชาพิจารณ์ในเวทีแรกหรือ ค1. ด้วยการแจกข้าวสาร ส่วนเวทีครั้งที่ 2 ก็ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบเข้าร่วมอย่างทั่วถึง และเวทีล่าสุดคือ ค.3 ก็มีมาตรการปิดกั้น และไม่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ข้อเหล่านี้ขัดแย้งกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตชี้แจงไว้ในเวปไซต์อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากระบวนรับฟังความคิดเห็นทำครอบคลุมมากกว่าข้อกำหนดของ สผ. ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการสำรวจคุณภาพอากาศที่ในรัศมีครอบคลุมพื้นที่ ยาว 30 กิโลเมตรและ กว้าง 30 กิโลเมตร ทั้งที่ สผ.กำหนดให้ทำเพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งพบว่า ความเข้มข้นสูงสุดของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่ 4.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งต่างจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 3008 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตรมาก ส่วนที่ทำตามเกณฑ์ของสผ.คือการจัดเวทีรับฟังความเห็นที่จำกัดในรัศมีผู้อยู่อาศัย 5 กิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นคนพื้นอื่นเข้าร่วม
การเจรจาในกระบวนการเหล่านี้ไม่ลงตัวเป็นสาเหตุสำคัญ ที่กลุ่มเปอร์มาตามาส ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสั่งทบทวน ก็มีแนวโน้มที่ความขัดแย้งในเรื่องนี้จะบานปลายและส่งผลต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยอมรับกับทีมข่าวPPTV ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเปอร์มาตามาส อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงได้ระดับหนึ่ง หลังการข่าวระบุว่ามีกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐเป็นทุนเดิม ร่วมเคลื่อนไหว ส่วนรายละเอียดของกระบวนการ ทหารหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดสงขลาตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึก และเก็บข้อมูลจากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกฟผ. พบว่า คนในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยเป็นชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งกลุ่มนี้เสียประโยชน์จากการไม่ได้รับเงินชดเชยหากมีการเวนคืนที่ดิน