รายได้หลักของกองทุนนี้มาจากการบวกเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ซึ่งเงินที่เราจ่ายเป็นค่าซื้อน้ำมันต่อลิตร ก็จะมีการเก็บเงินภาษีและกองทุนต่างๆแฝงอยู่ นอกเหนือไปจากต้นทุนในส่วนของเนื้อน้ำมัน
ยกตัวอย่าง แก๊สโซฮอล์ล 95 วันนี้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 22 บาท 10 สตางค์ ต่อ ลิตร ประกอบด้วยค่าต้นทุนเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น 12 บาท 19 สตางค์ ค่าภาษีสรรพสามิต 5 บาท ค่าภาษีท้องถิ่นหรือภาษีเทศบาล 50 สตางค์ เก็บเข้ากองทุนน้ำมัน 65 สตางค์ เก็บเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 25 สตางค์ บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง 1 บาท 13 สตางค์ ทั้งหมดนี้รวมเป็น 19 บาท 94 สตางค์ ซึ่งเป็นราคาส่ง ที่ปั้มน้ำมันรับซื้อ จากนั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการขายปลีก ก็จะบวกค่าการตลาดอีก 2บาท 1 สตางค์ และภาษีมูลค่าเพิ่มอีกครั้ง ในส่วนของราคาขายปลีก 14 สตางค์ จึงจะเท่ากับราคาที่ผู้บริโภคซื้อหน้าปั้ม
ซึ่งความพยามยามเสนอขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ เกิดขึ้น เพราะต้องการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพิ่ม จากเดิมที่เก็บลิตรละ 25 สตางค์ จะเพิ่มเป็น 50 สตางค์ เท่ากับเพิ่มขึ้น 100%
ขณะที่ฐานะของกองทุนในเวลานี้นับจากเริ่มเก็บเงินตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่บังคับใช้เมื่อปี 2535 ปัจจุบันมีเงินอยู่ในกองทุนรวม 36,168 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมา สามารถเก็บเงินเข้ากองทุนได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และมีรายจ่ายประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่อดีตสปช.ด้านพลังงาน เปิดเผยกับทีมข่าว PPTV ว่า แผนงานปี 2559 คณะกรรมการกองทุนฯต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และคาดการณ์ว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีกปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท เป็นที่มาของการเสนอเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มในช่วงนี้ ภายใต้วิธีคิดที่ว่า นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับกองทุนฯ ยังถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยไม่ให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย แต่อีกด้านหนึ่งแนวคิดแบบนี้ก็กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก
อีกสถานการณ์ที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานกำลังเผชิญ คือ คำถามถึงความโปร่งใส่ของการบริหารเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุน รวมถึงความคุ้มค่าของเงินที่ใช้จ่ายไป
ภารกิจหลักตามกฎหมายของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คือ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ในช่วงที่ผ่านมาก็มีผลงานเด่นที่พอจะเป็นที่จดจำได้บ้าง เช่น กิจกรรมรณรงค์ประหยัดพลังงานหลายรูปแบบ เช่น รณรงค์ให้ประชาชนเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 การออกแคมเปญรณรงค์ภายในแนวคิด “พลังงานหาร2” หรือแม้แต่การรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟตั้งแต่หลอดนีออน เป็นหลอดตะเกียบ และมาเป็นหลอด LED ล่าสุด
นอกจากนี้ทำโครงการปล่อยกู้เงินให้กับบริษัทเอกชนที่ต้องการซื้อเครื่องมือ หรือ ก่อสร้างอาคาร ประหยัดพลังงาน และ ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่สายส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แต่บทบาทของเหล่านี้ถูกมองว่าหน่วยงานภาครัฐสามารถทำได้ และยังมีกลไกการตรวจสอบที่รัดกุมมากกว่า เช่น การปล่อยกู้เงินให้บริษัทเอกชนที่มีธนาคารภาครัฐเป็นเครื่องมือ หรือการสนับสนุนการรณรงค์ซึ่งก็มีงบประมาณจากหน่วยงานรัฐคอยสนับสนุน
เมื่อเป็นเช่นนี้ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เห็นว่า การเก็บเงินภายใต้เงื่อนไขและเป้าหมายนี้จะมีความรัดกุมมากกว่า หากเก็บในรูปแบบภาษี เพราะการเบิกจ่ายจะต้องผ่านขั้นตอนราชการชัดเจน จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีกองทุนพิเศษลักษณะนี้อีกต่อไป เพราะถือว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการเปิดเผยโครงการและปลายทางที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน