ความคืบหน้ากรณีระบบดับเพลิง ในอาคาร SCB PARK ขัดข้อง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต แม้ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเริ่มดำเนินคดีกับผู้รับเหมา ฐานกระทำการโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่ยังมีอีกประเด็นที่อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ให้ความเห็นว่าควรสอบสวนร่วมด้วย คือเหตุใดผู้รับผิดชอบระบบของอาคาร จึงให้ผู้รับเหมาเข้าไปซ่อมแซม ระบบอัคคีภัยในห้องที่ใช้สารไพโรเจนโดยไม่ปิดระบบก่อน
วันนี้ (14 มี.ค. 2559) ผู้บริหาร บริษัท เมก้า แพลนเน็ต ที่เป็นผู้รับเหมาซ่อมแซมระบบอัคคีภัยในอาคาร SCB PARK 2 ราย ถูกออกหมายจับในข้อหากระทำการโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังเครื่องดับเพลิงในระบบ “ไพโรเจน” ทำงาน ในระหว่างที่คนงานของบริษัทนี้ เข้าไปซ่อมแซมระบบในห้องเก็บเอกสารสำคัญ ที่เรียกว่าห้องมั่นคง และระบบทำให้ออกซิเจนหมดลง เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยแยกสอบทีละบุคคล ก่อนจะนำตัวไปฝากขังต่อที่ศาลอาญา ระหว่างการสอบสวน ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เบื้องต้นตำรวจสอบพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 15 ปาก คาดว่าพยานหลักฐานเพียงพอ และหากเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ก็จะออกหมายจับเพิ่มเติม
ตามข้อมูลระบุว่า บริษัท เมก้า แพลนเน็ต จำกัด เป็น 1 จาก 5 บริษัท ที่เข้าร่วมประมูลดูแลระบบป้องกันอัคคีภัยและชนะการประมูล ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบหนังสือคู่สัญญา ระหว่างบริษัทกับธนาคารไทยพาณิชย์ ว่ามีรายละเอียดข้อตกลงการรับผิดชอบอย่างไร
พันตำรวจโทบัณฑิต ประดับสุข อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยาม
ทั้งนี้ หากดูจากแนวทางการสอบสวน จะเห็นว่ามุ่งประเด็นไปที่การทำงานของผู้รับเหมาผิดพลาดจนทำให้อุปกรณ์ดับเพลิงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ในมุมมองของ พันตำรวจโทบัณฑิต ประดับสุข อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ซึ่งได้แสดงความเห็นในช่วง “เป็นเรื่อง เป็นข่าว” รายการเข้มข่าวค่ำวานนี้ มองว่าระบบดับเพลิง “ไพโรเจน” เป็นระบบที่อ่อนไหว อาจทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดประกายไฟในห้องนั้น แค่ห้องถูกขุดเจาะจนมีฝุ่นจำนวนมาก ก็ทำให้ระบบทำงานได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อทราบว่าไพโรเจนเป็นระบบที่ทำงาน โดยการตัดออกซินเจนในห้องเพื่อดับไฟ จึงควรปิดระบบก่อนเมื่อต้องส่งผู้รับเหมาเข้าไปทำงานในห้องดังกล่าว