เริ่มจากที่มา ส.ว. หากเปรียบกัน มี 2 จุด ที่กรธ. ไม่ได้ทำตาม คสช. คือ การให้ ส.ว.ทั้งหมด 250 คน มาจากการสรรหาโดยให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นคัดเลือก แต่ได้ขอแบ่ง 50 คนออกมาใช้ระบบ ที่กรธ. เสนอไว้ คือ สรรหาตามกลุ่มอาชีพ
ส่วนส.ว.โควต้า ก็ได้กำหนด 2.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ ถ้าตีออกมาเป็นตัวเลข ก็เท่ากับ 6 คน ตามที่ คสช. เสนอ แต่ที่แตกต่าง คือ ไม่ได้ให้ตำแหน่งนี้กับผู้นำทุกเหล่าทัพ โดยอัตโนมัติ ตามโมเดลของ คสช. แต่ได้ผลักหน้าที่ในการคัดเลือกไปให้คณะกรรมการสรรหา ที่จะตั้งขึ้นมาคัดเลือก กลุ่มคนที่มีสถานะเป็นข้าราชการ
ส่วนประเด็นที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น คือ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นครั้งแรก ที่ประชาชนเลือก ส.ส. โดยที่ไม่รู้ นายกรัฐมนตรีที่จะมานั่งเก้านี้เป็นใคร ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะแม้ผลลัพท์ในประเด็น กรธ. ไม่ได้ทำตามข้อเสนอของคสช. ที่เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ คนที่จะได้รับการสนับสนุนเป็นนายกฯ ล่วงหน้า 3 ชื่อ เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหา ในลักษณะที่ไม่สามารถตกลงกันได้ หากมี 2 พรรคการเมืองได้คะแนนใกล้เคียงว่าท้ายที่สุด จะสนับสนุนคนของพรรคการเมืองใดเป็นนายกฯ
เรื่องนี้ กรธ. จึงแก้ปัญหาโดยการให้อำนาจรัฐสภาแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชะงักงัน โดยการให้ ส.ส. รวมเสียงให้ได้กึ่งหนึ่ง ขอเปิดประชุม เพื่อแก้ปัญหา และให้รัฐสภา ซึ่งหมายถึง ส.ส.และ ส.ว.รวมกัน 750 เสียง รวมตัวกันให้ได้ 2 ใน 3 ขอยกเว้นไม่เลือกบุคคลจาก 3 รายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอ และให้ ส.ส. เสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ได้ ซึ่งจะมีสถานะเป็น ส.ส.หรือไม่ก็ได้ นั่นหมายความว่า กรธ. อาจจะปฏิเสธหลักการที่นายกฯจะไม่ต้องมาจากพรรคการเมืองเสนอ แต่ก็ไม่ได้ปิดทาง บุคคลที่ไม่ได้มีสถานะเป็น ส.ส. หรือพูดง่ายๆคือ นายกรัฐมนตรีคนนอก
ส่วนอีกประเด็น เป็นสิ่งที่ กรธ. ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง คือ การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่กรธ.นำเสนอ และเห็นว่าควนทดลองใช้ ยังกังวลว่า อาจจะทำให้ประชาชนสับสน เพราะระบบนี้เป็นกติกาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบแล้ว
แม้ทั้งหมดจะเป็นกติกาที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ระบุว่า ได้นำเสนอให้กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว แต่ก็ยอมรับว่า ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบรับอย่างไร เพราะนอกจากนายวิษณุ ยังไม่แสดงท่าที ตัวนายกรัฐมนตรีก็อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ