วันนี้ (11 เม.ย.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ การให้บริการของรถสาธารณะ โดยเฉพาะแท็กซี่ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มักส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ปีนี้กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดมาตรการ ตรวจสอบสารเสพติดในพนักงานขับรถ ก่อนออกให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยเจ้าหน้าที่จะให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่หันหน้าเข้าหาเครื่อง แล้วนับ 1-10 โดยเครื่องจะแสดงสถานะว่ามีแฮลกอฮอล์ในร่างกายหรือไม่ หากมีไฟสีแดงจะกะพริบ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เป่าเครื่องวัดค่าอีกครั้ง โดยผลต้องเป็นศูนย์ จึงจะผ่านเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก
นอกจากนี้ พนักงานขับรถต้องผ่านการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะก่อนออกให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุของรถโดยสารสาธารณะที่เกิดจากตัวรถและพนักงานขับรถ
สำหรับบทลงโทษ หากตรวจพบพนักงานขับรถแท็กซี่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้เปลี่ยนพนักงานขับรถทันที กรณีตรวจพบขณะปฏิบัติหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ประกอบการขนส่งมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทด้วย ทั้งนี้ หากตรวจพบเสพสารเสพติด ห้ามขับรถและให้เปลี่ยนพนักงานขับรถ พร้อมส่งตัวให้เจ้าพนักงานดำเนินคดี
ด้านนายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยอมรับว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันละ 165,000 คนต่อวัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ประสานขอรถแท็กซี่มาให้บริการนักท่องเที่ยวเพิ่ม และจัดเตรียมล่ามคอยให้บริการกับผู้โดยสารที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้.