เมื่อวันที่ 19 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประกอบด้วย การปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า และอื่นๆ ที่เป็นเงินได้พึงประเมิน จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ พร้อมปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินในส่วนค่าลิขสิทธิ์จากเดิมนำไปหักได้ไม่เกิน 60,000 บาท หรือร้อยละ 40 ของค่าลิขสิทธิ์ ขยายเพิ่มให้สามารถหักค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ได้ไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติปรับปรุงการหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส จากเดิม 30,000 บาทเพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน ปรับเพิ่มเป็นคนละ 30,000 บาทและไม่จำกัดจำนวนบุตร โดยให้ยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร จากเดิมให้หักลดหย่อนคนละ 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้มีบุตรมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุจะได้มีคนทำงานมาทดแทนผู้สูงอายุ ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
ส่วนกองมรดกเดิมจากหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท และห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันไม่เกิน 60,000 บาท เพิ่มเป็นคนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท
รวมทั้ง ได้ปรับปรุงระบบขั้นเงินได้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับขั้นสูงสุด โดยจากเดิมผู้มีเงินได้ต่อปี 4,000,000 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ปรับเป็น ผู้มีเงินได้ 5,000,001 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ซึ่งส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 คน ส่วนผู้มีเงินได้ช่วงระหว่าง 4,000,000-5,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ส่วนขั้นอื่นเสียในอัตราเดิม ทำให้อัตราภาษีใหม่ที่ต้องเสียเป็นดังนี้ คือ
-รายได้ 150,001-300,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 5
-รายได้ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 10
-รายได้ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 15
-รายได้ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 20
-รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 25
-รายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 30
-รายได้ 5,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี ร้อยละ 35
สาเหตุที่ต้องขยับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดขึ้นก็เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นกับภาษีนิติบุคคลที่เสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective rate มีความใกล้เคียงกัน จะได้ไม่เกิดปัญหากรณีบุคคลธรรมดามีรายได้สูงไปตั้งบริษัท เพื่อนำรายได้ของตัวเองไปไว้ในบริษัทเพื่อจะได้เสียภาษีนิติบุคคลซึ่งทำให้เสียในอัตราน้อยกว่า
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางลงมา จากเดิมคนที่มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษี เมื่อปรับโครงสร้างภาษีใหม่ พบว่าคนที่ต้องเสียภาษีคือคนที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 26,000 บาทขึ้นไป เริ่มมีผลตั้งแต่ปีภาษี 2560 หรือยื่นภาษีในปี 2561
สำหรับสัดส่วนรายได้เข้ารัฐจากภาษีประเภทต่างๆ มีดังนี้ คือ จากภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 17 ภาษีนิติบุคคล ร้อยละ 32 ภาษีแวต (VAT) ร้อยละ 41 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ร้อยละ 3 ภาษีปิโตรเลียม ร้อยละ 5 ที่เหลือเป็นอากรแสตมป์