ผลตรวจสอบของบริษัทแบร์โดแบร์ ถือว่ามีความชัดเจนและล้ำหน้ามากกว่าการตรวจสอบโดยสถาบันวิชาการและหน่วยงานรัฐในประเทศอย่างมาก เพราะหากดูจากสิ่งที่นายมัลคอม แฮนคอค ผู้อำนวยการบริหารของบริษัทพูดไว้ ระบุชัดเจนว่า ตัวอย่างสารเคมีในนาข้าวและแอ่งน้ำ กับ บ่อกักเก็บกากแร่ของบริษัทมีความแตกต่างกันมาก จึงเป็นไปได้ยากที่การปนเปื้อนสารเหล่านี้ในแหล่งธรรมชาติ จะมาจากกระบวนการผลิต
แต่หากย้อนมาเปรียบเทียบกับผลตรวจที่อาจจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในกระบวนการผลิตของเหมืองทองคำอยู่บ้าง ก็ยังไม่เคยมีการระบุถึงที่มาขนาดนั้น
ผลตรวจสอบที่ว่านี้ เกิดขึ้นด้วยกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเดือนมกราคม ปี 2557 มี 2 หน่วยงานหลักเป็นหัวหอกดำเนินการ คือ มหาวิทยาลัยรังสิต กับ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเลือดชาวบ้าน ดิน น้ำ บริเวณรอบเหมืองทองคำไปตรวจสอบ จากนั้นในปี 2558 กลุ่มนักวิชาการ จม.รังสิต เก็บตัวอย่างตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ระหว่าง เดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยการตรวจทั้ง 2 ครั้งได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการทำงานร่วม 5 ฝ่าย ประกอบด้วย ตัวแทนชาวบ้าน เหมืองทองคำ ฝ่ายปกครอง ทหาร และฝ่ายวิชาการ และทำโดยมีหน่วยงานรัฐเข้าร่วม
การตรวจสอบทั้งสองครั้ง แม้จะเป็นไปตามหลักสถิติ โดยสุ่มตรวจเลือดชาวบ้านอย่างน้อย 500 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ไซยาไนต์ และแมงกานิส เกินค่ามาตรฐาน แต่บริษัทอัครารีซอร์สเซส เจ้าของสัมปทานก็ไม่เชื่อถือผลตรวจสอบทั้ง 2 ครั้ง แม้จะผลตรวจจะไม่ชี้ชัดว่า สารพิษเหล่านี้มาจากการทำเหมือง แต่บอกเพียงว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น และสารพิษที่อยู่ใต้ดินและชั้นหินตามธรรมชาติ ไม่น่าจะส่งรุนแรงเช่นนี้
ข้อมูลที่ยังแตกต่างกันอยู่มาก แม้คณะทำงานจากม.รังสิต จะไม่ได้โต้แย้งความน่าเชื่อต่อผลการตรวจสอบของบริษัทแบร์โดแบร์ แต่ก็ระบุว่า จะเป็นต้องมีข้อสรุปที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับชาวบ้านได้ จึงเสนอสุ่มตรวจหาสารโลหะหนักในเลือดของชาวบ้านและสารตกค้างในพื้นที่ศักยภาพเหมืองแร่จุดอื่นที่ไม่ให้สัมปทาน อย่างเช่นอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดในจังหวัดพิจิตร ซึ่งเปิดหน้าเหมืองมาแล้วกว่า 10 ปี