ความเสียหายกับอาคารที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2557 ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายอาคาร หรือชีวิตผู้คน ที่อยู่ในอาคารเหล่านั้นเท่านั้น แต่ความร้ายกาจของแผ่นดินไหว คือ การสร้างความหวาดหวั่น ความไม่มั่นใจให้กับทุกคน ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ 2 ปีก่อน หน่วยงานในท้องถิ่น ต้องพยายามประสานงาน รวบรวมวิศวกรจากสภาวิศวกร ทั้งในเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าตรวจสอบอาคาร บ้านเรือน ทุกแห่งที่ยังไม่พังลงมา ว่ายังสามารถกลับเข้าไปอาศัยได้หรือไม่ เพราะทุกคนต่างหวาดผวาจากอาฟเตอร์ช็อค และเป็นเวลายับเดือน ที่ชาวบ้านต่างเลือกที่จะอาศัยอยู่นอกอาคารแทน เพราะหากไม่มีวิศวกรรับรอง ไม่มีใครมั่นใจว่า อาคารเหล่านั้นจะปลอดภัย เพราะทุกคนรู้ดีว่า อาคารที่สร้างขึ้น ไม่ได้ถูกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว
ภาพที่เห็น ด้านบน คือ ตัวอย่าง “บ้าน” ประชาชนที่สร้างใหม่ หลังจากพังลงไปทั้งหลัง บ้านหลังนี้ เป็นตัวอย่างของ อาคารที่สร้างใหม่เพื่อรองรับแผ่นดินไหว แม้รูปแบบการก่อสร้าง จะยังคงยึดตามรูปแบบที่นิยมกันในพื้นที่แบบเดิม คือ มีใต้ถุน มีเสาสูง แต่จะเห็นว่า “เสา” มีขนาดใหญ่ขึ้น มีปลอกหุ้ม ด้านในเสริมโครงเหล็ก เช่นเดียวกับภาพ ด้านล่าง ที่เป็นประตูวัด ซึ่งผ่านการซ่อมแซม และเสริมความแข็งแรงเข้าไปที่ “เสา” เช่นเดียวกัน
นี่เป็นภาพบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่เราอยากให้เห็น คือ เสา ของบ้านหลังนี้ ซึ่งด้านในมีเหล็ก 6 เส้น จากปกติที่จะมีเหล็ก 4 เส้น นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสริมความแข็งแรงให้กับอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหว และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้าง “สูงขึ้น” เพราะเหล็กเหล่านี้ มีความหนากว่าเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านทั่วไป และมีรอยต่อ ที่เรียกว่า “ข้ออ้อย” หนากว่าปกติ และแน่นอนว่า เมื่อเสามีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ต้องใช้ “ปูน” มากขึ้นในการก่อสร้าง แต่สำหรับอาคารสาธารณะอย่างโรงเรียน หรือ โรงพยาบาล ยังมีโครงเหล็ก เสริมอยู่ในกำแพงด้วย นอกเหนือไปจากที่อยู่ในเสา ซึ่งหากทำเช่นนั้น “ต้นทุน จะยิ่งสูงขึ้นไปอีกมาก
เห็นไปแล้วว่า หากจะ “รับมือ” แผ่นดินไหว อาคารทุกแห่งที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่ อ.แม่ลาว กับ อ.พาน เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนทั้ง 14 รอยเลื่อน 21 จังหวัด ของไทย จะต้องปรับปรุงอาคารทั้งหมด โดยเฉพาะอาคารสาธารณะที่มีคนอยู่มากๆ ภาพนี้ เป็นบ้านอีกหลัง ที่จ.เชียงราย สร้างใหม่เช่นกัน แต่ด้วยต้นทุนที่มีจำกัด เจ้าของบ้าน จึงสร้างบ้านในแบบเดิม ขนาดของ “เสา” จึงเล็กกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารที่รองรับแผ่นดินไหว และที่สำคัญ นี่ยังคงเป็น “แบบบ้านส่วนใหญ่” ที่อยู่ในพื้นที่ ที่เคยผ่านแผ่นดินไหวขนาด 6.3 มาแล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน
เมื่อเราเห็นเช่นนั้น คำถามที่ตามมา คือ แล้วเรามีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารให้รองรับแผ่นดินไหวหรือไม่ ถ้ามี ทำไมไม่บังคับใช้ คำตอบคือ ประเทศไทย มีกฎหมายควบคุมอาคาร ที่บังคับให้อาคารต่างๆต้องก่อสร้างเพื่อรองรับแผ่นดินไหว ซึ่งคาดกันว่า สามารถระดับได้อยู่ที่แผ่นดินไหวขนาด 6-7 แต่กฎหมายนี้ บังคับใช้กับอาคารที่ก่อสร้างหลัง ปี 2550 เท่านั้น หมายความว่า อาคารที่สร้างมาก่อนหน้านั้น ที่อยู่บนรอยเลื่อน เป็นอาคารที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด และแม้ว่า จะสร้างหลังปี 2550 ก็ไม่ใช่ทุกอาคารจะปลอดภัย เพราะที่บังคับใช้กฎหมายนี้ มีผลเฉพาะต่อ อาคารสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ โรงเรียน ที่มีความสูงเกินกว่า 15 เมตร หมายความง่ายๆว่า บ้านเรือนทั่วไปทั้งหมด ไม่ถูกบังคับให้ต้องก่อสร้างตามกฎหมายนี้ “ทำไม” ไม่บังคับ คำตอบง่ายๆ คือ “ต้นทุน” ที่จะสูงขึ้นมากในการก่อสร้าง เป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้การผลักดันกฎหมายนี้ไปสู่ระดับบ้านเรือน ทำได้ยาก เพราะภาระจะไปตกอยู่ที่ประชาชน ในขณะที่เหตุแผ่นดินไหวใหญ่ในไทย เกิดขึ้นมาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือ เมื่อ 2 ปีก่อน ในขณธที่รัฐ ก็ไม่เคยตั้งงบประมาณมารองรับในประเด็นนี้
ดังนั้น มาตรการที่ถูกนำมาใช้เป็นหลัก จึงเน้นไปที่การซ้อมหนีภัย มากกว่า การเสริมความแข็งแรงของอาคาร ซึ่งมาถึงวันนี้ คงไม่มีใครบอกได้ว่า ความคิดนี้ “ถูกต้อง” หรือไม่ และคงจะ ถูกต้อง ไปอีกระยะหนึ่ง หรือจนกว่าจะเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่” ขึ้นอีกครั้ง