จากกรณีพบกล่องบรรจุภัณฑ์อิริเดียม192 ในโกดังเก็บสินค้า ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของรังสีแกมมาที่ใช้ตรวจวัดความหนาแน่นของวัสดุ ตรวจสอบรอยรั่วของท่อโลหะและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ในซอยพหลโยธิน 24 เมื่อวานนี้ ซึ่งภายหลังการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ยืนยันได้ว่าไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีแต่อย่างใดนั้น
วันนี้ (13 พ.ค. 2559) ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการ ปส. เปิดเผยว่า อิริเดียม192 มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย ปัจจุบันมีบริษัทที่ใช้สารดังกล่าวในไทยประมาณ 34 บริษัท แต่ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติ และมีมาตรการดูแลรักษาตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การออกใบอนุญาตนำเข้า การนำไปใช้ รวมถึงเมื่อใช้เสร็จแล้วมีการจัดเก็บหรือกำจัดอย่างถูกวิถี ซึ่งอาจส่งกลับไปกำจัดที่ประเทศผู้ผลิตหรือกำจัดในไทย ซึ่งขณะนี้มีที่เดียวคือที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน.
ส่วนที่มาของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ปส. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความแล้ว เนื่องจากผิดระเบียบการใช้งาน ตาม พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 ที่กำหนดว่าหากมีการนำไปใช้ให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ขณะที่หากทำผิดระเบียบด้านการจัดเก็บและทำลาย จะมีโทษแค่การเพิกถอนใบอนุญาตการครอบครอง ซึ่งจะต้องตรวจสอบที่มาต่อไป เบื้องต้นจากข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์พบว่ามีการนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2538
ด้าน นายกิตติศักดิ์ ชินอุดมทรัพย์ รองเลขาธิการ ปส. กล่าวว่า ปกติสารอิริเดียม192 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมา จะอยู่ในรูปของโลหะของแข็ง จัดเก็บในภาชนะที่สามารถกำบังรังสีได้อย่างปลอดภัย ส่วนอันตรายของสารกัมมันตรังสีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คือ ชนิด ขนาด และระยะทาง ซึ่งในกรณีนี้เป็นอิริเดียม 192 มีค่าครึ่งชีวิตเพียง 74 วัน ทิ้งไว้ไม่นานก็สลายตัวหมดไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนโคบอลต์ 60 ที่มีค่าครึ่งชีวิตหลายปี
"หากประชาชนพบเห็นวัสดุอันตรายที่มีเครื่องหมายเตือน ด้านรังสีห้ามเข้าใกล้ หรือแตะต้องสัมผัสโดยตรง รวมถึงห้ามงัดแงะอุปกรณ์โดยเด็ดขาด ต้องรีบโทรแจ้ง ปส. ให้มาตรวจสอบทันที ส่วนกรณีพบบรรจุภัณฑ์อิริเดียมวานนี้ เนื่องจากสภาพบรรจุภัณฑ์ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และไม่มีสารอิริเดียมหลงเหลืออยู่จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย"
นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ขยะและยังมีมูลค่าสูงหลายแสนบาท ทั้งนี้ เพื่อกำหนดบทลงโทษให้ครอบคลุมและรุนแรงมากกว่านี้ ปส.ได้มีการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ฉบับใหม่ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานที่ใช้สารกัมมันตรังสีกว่า 700 แห่ง โดยคาดว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะผ่านการพิจารณาของ ครม.และนำออกประกาศใช้ได้ภายใน 6 เดือน
โดยในกรณีเจตนาในการนำสารกัมมันตรังสีไปใช้ให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนกรณีการกำจัดกากมีอัตรายต่อสิ่งแวดล้อม จำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท