“คนไม่รู้ประวัติศาสตร์ เหมือนตาบอดหนึ่งข้าง ...แต่คนเชื่อประวัติศาสตร์ เหมือนตาบอดสองข้าง” ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์
บนที่ราบสูง เมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากการเซ่นไหว้ผีฟ้าเพื่อขอบคุณที่ได้มอบความอุดมสมบูรณ์ให้กับพวกเขาในปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นคือการซ่อมแซมเครื่องใช้ที่สึกหรอ รวมถึงเครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่มาตลอดทั้งปี แน่นอนว่าแพรพรรณหลากสีจะถูกถักทอขึ้นในช่วงฤดูนี้เท่านั้น เพราะหลังจากนี้อีก 3 เดือนก็จะเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก และสังคมเกษตรของชาวอีสานก็จะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง...
ทุกอย่างที่ว่ามา นั้นคือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เพราะทุกวันนี้ สังคมเกษตรของชาวอีสานบางส่วนได้เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยแล้ว เสื้อผ้าหาซื้อได้ ชาวไร่ชาวนาก็เข้าไปทำงานในเมืองหลวง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กลับคือผืนผ้าที่ชาวบ้านยังคงถักทอ แม้เปลี่ยนจากสถานะเครื่องนุ่งห่ม แต่คุณค่าและความหมายนั้นยังเท่าเดิม สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าลวดลายประดับอยู่นั่นเอง...
นี่คือสาเหตุที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ของพวกเราได้เริ่มขึ้น เราเริ่มต้นออกเดินทางพร้อมกับความสงสัยใน “ลายนาค” ที่อยู่บนผืนผ้า ว่าแท้จริงแล้ว จุดกำเนิดทั้งลวดลาย และการสร้างมาจากไหน ความเชื่อเรื่องนาคของชาวลุ่มน้ำโขง สามารถเดินทางมาได้ไกลถึงที่ราบสูงนี้ได้อย่างไร? หรือว่าที่ราบสูงแห่งนี้ คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมนาคและผืนผ้าซิ่นแห่งอุษาคเนย์
ความสนุกของการเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นที่ความสงสัย... เราเปิดข้อมูลเรื่องผ้าซิ่นจากอินเทอร์เน็ต ทุกเว็บไซต์บอกเราว่า ผ้าเหล่านี้ทุกทำขึ้นโดยชาวอีสาน และมีมาตั้งแต่โบราณ ...แต่โบราณแค่ไหนและอยู่ในยุคใดไม่มีใครบอกเราได้ เพราะฉะนั้น เราขอตังข้อสังเกตุไว้ว่า ผ้าเหล่านี้ คงไม่ได้คิดค้นโดยชาวอีสานอย่างที่เราเข้าใจกันมา ...เราเองก็อยากรู้ว่า สิ่งที่เราสงสัยนั้นเป็นจริงหรือไม่
ร่วมหาคำตอบกับเรา และ “ออกไปเห็นโลกกว้างขึ้น เห็นตัวเองเล็กลง” ในมหัศจรรย์อาเซียนวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.59 เวลา 21.00 น. ทาง PPTVHD ช่อง 36