ถ้าสังเกตกันดีๆ เราจะพบว่า ที่ผ่านมา มี “โครงการศึกษาต่อ” ระดับปริญญาโท และปริญญาเอกมากมายที่เกิดขึ้น โดยผ่านมหาวิทยาลัยชื่อดัง โดยเป็นข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งจะตามมาด้วยชื่อเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะในยุโรป หรือในเอเชีย หรือในประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนก็ตาม และเมื่อจบมาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็น “ด็อกเตอร์”นักเรียนนอก
แต่ปัญหาอยู่ที่ การไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพ อย่างที่เข้าใจกันว่า “จบนอก” เพราะในหลายปีหลัง การทำด็อกเตอร์ลักษณะนี้ กลายเป็นวงจรทางธุรกิจ ในระบบอุดมศึกษา เพราะมหาวิทยาลัยในไทย ที่ส่งไป ก็จะมีรายได้ จากค่าเล่าเรียน ที่ส่งนักศึกษาไทยไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินของนักศึกษาเอง หรือ บางส่วน เป็นเงินทุนของรัฐบาลด้วยซ้ำไป
มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ส่งไปเรียน บ้างเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเฉพาะในอินเทอร์เน็ต บางแห่งเป็นมหาวิทยาลัยจริง แต่เมื่อไปเรียนตามโครงการนี้ กลับเป็นการเรียนการสอนนอกที่ตั้ง คือ ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัย หรือ บางโครงการ ไม่มีการเรียนการสอน แต่ไปทำหน้าที่อื่น จนครบเวลา ทั้งหมดนี้ จนได้ใบปริญญาบัตร ซึ่งก็ยากจะบอกได้ “ปริญญา” เหล่านี้ เป็นของจริง หรือ ของปลอม เพราะส่วนใหญ่ พิธีรับปริญญา ก็ไม่ได้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป
อาจมีคำถามตามมาว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไม “วุฒิการศึกษา” ที่ได้มาด้วยกระบวนการเช่นนี้ จึงได้รับการรับรอง คำตอบคือ ขั้นตอนการรับรองวุฒิ จะดูว่า ชื่อมหาวิทยาลัย ที่จบมา อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ไทยรับรองหรือไม่ ถ้าอยู่ในบัญชี ก็รับรองให้เลย ซึ่งถ้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะไปยังมหาวิทยาลัยที่อยู่ในบัญชีอยู่แล้ว เพราะเป็นข้อบังคับ แต่จริงๆแล้ว ถ้าตรวจสอบย้อนกลับไปที่ต้นสังกัดก็จะพบว่า ใบปริญญากลุ่มนี้ จะไม่มีรหัสนักศึกษา ไม่ได้ลงทะเบียนเรียน หรือพูดได้ว่า ไม่ได้เรียนจริง นั่นเอง
แต่ถ้าชื่อไม่อยู่ในบัญชี คือ เป็นมหาวิทยาลัย ที่อาจไม่ตัวตนเลย ก็ไม่รับรอง ซึ่งในรูปแบบหลังนี้ ก็ยังนำวุฒิที่ได้ ไปสมัครงานในมหาวิทยาลัยอื่นๆได้อีกมาก ถ้าไม่ตรวจสอบ
ประเด็นต่อมา ที่เชื่อกันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในวงการอุดมศึกษาเวลานี้ คือ ด็อกเตอร์ ที่เรากล่าวถึงส่วนใหญ่มีที่มาและที่ไปอยู่ในหลักสูตรยอดนิยมของเหล่าอาจารย์ที่เรียกว่า “หลักสูตรบริหารการศึกษา”
ย้อนกลับไปตั้งแต่มีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดขึ้น ยุคที่โรงเรียนต่างๆ เปลี่ยนจากตำแหน่ง ครูใหญ่ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน คือ ยุคที่หลักเกณฑ์การเป็นผู้บริหารโรงเรียน ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ ให้ผู้บริหารโรงเรียน ต้องจบหลักสูตรบริหารการศึกษาเท่านั้น ทำให้ครู – อาจารย์ ต่างนิยมไปเรียนในหลักสูตรนี้กันมาก เพราะหากเติบโตทางสายวิชาการอย่างเดียว แม้จะเก่งกาจ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ แต่ถ้าไม่เรียน บริหารการศึกษา ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเดียว ไม่สามารถเข้ามาทำงานสายบริหารได้
และผลพลอยได้ที่ตามมาจากเรื่องนี้ คือ แม้ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจะเต็มแล้ว แต่เพราะ เรียนง่าย จบง่าย ทำให้หลักสูตรนี้ เป็นที่นิยม เพราะยังนำไปใช้ปรับวุฒิได้ ปรับเงินเดือน และใช้ไปสอนในระดับขั้นสูง อย่างปริญญาโทได้ด้วย ซึ่งมีค่าตอบแทนสูง
ต่อเนื่องจากผลพลอยได้ จากการเรียนหลักสูตร บริหารการศึกษา มาดูว่า ทำไมต้องเรียน บริหารการศึกษา
ในตาราง คือ ตัวอย่างเปรียบเทียบ ว่า หากอาจารย์คนหนึ่ง จบปริญญาตรี ในสาขาวิทยาศาสตร์ จะศึกษาต่อเพื่อปรับวุฒิ ตามกติกาของกระทรวงศึกษาธิการ คือ ต้องจบตรงสาย ก็จะต้องเรียนต่อ ป. โท และ เอก ในสาขาวิทยาศาสตร์ ซึ่ง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง แต่จะ “ยากมาก”ถัดมา ถ้าเรียน ป.โท หรือ ป.เอก ในสาขาอื่น ใช้ปรับวุฒิไม่ได้
บรรทัดต่อมา น่าสนใจที่สุด คือ ในหลายสาขา สามารถใช้การเรียน ปริญญาโท และเอก ในสาขาบริหารการศึกษา เพื่อปรับวุฒิได้ทั้งหมด โดยที่การเรียน ง่ายกว่ามาก ถ้าเทียบกับการเรียนในสาขาเดิมที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง จึงจะจบได้ และเมื่อมีประเด็นรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง การบริหาร ให้เกิดความเป็นธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ
รองศาสตราจารย์วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มองว่า เมื่อหลักสูตรบางหลักสูตร มีผลตอบแทนสูง และปล่อยให้มหาวิทยาลัยบริหารกันเอง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความขัดแย้ง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น มาดูว่า หลักสูตรยอดนิยมนี้ ให้ผลตอบแทนอย่างไรบ้าง.ทางฝั่งซ้าย คือ ตำแหน่งๆ ต่างๆ ที่ตามมาทันทีหลังเปิดหลักสูตรพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ PPTV เคยสอบถามผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า กระทรวงจะมองแค่มาตรฐานของหลักสูตร ส่วนการบริหารจัดการทั้งหมด ให้เป็นเรื่องภายในมหาวิทยาลัยเอง
ตำแหน่งก็อย่างที่เห็น มีตั้งแต่ ที่ปรึกษา ประธาน กรรมการ เลขานุการ ไปจนถึงการคัดเลือกผู้สอน ซึ่งทั้งหมด มีผลตอบแทน ทั้งเงินประจำตำแหน่ง ค่าสอน ค่าสอบวิทยานิพนธ์ เป็นต้น โดยรายได้มาจากค่าเทอม ซึ่งในภาคพิเศษแบบนี้ ก็สูงกว่าภาคปกติอยู่แล้ว และจะกลับเข้าสู่สถาบันหรือไม่ ก็แล้วแต่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในส่วนแรก หากเหลือก็คงไม่มาก โดยการกำหนดค่าตอบแทนต่าง ก็ทำกันเองในคณะกรรมการหลักสูตร และตำแหน่งที่ปรึกษา ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นผู้บริหารสถานศึกษานั้น นั่นเอง
ทั้งหมดนี้ ทีมข่าว PPTV พยายาม ชี้ให้เห็นว่า การเสียชีวิตของบุคลากรระดับด็อกเตอร์ถึง 3 คน ที่เป็นโศกนาฏกรรม ทำไมถึงทำให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากในวงการ อุดมศึกษาเวลานี้ และอาจจะนำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงได้ แต่เรายืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ว่าใครเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดๆ เพียงต้องการสะท้อนประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่อาจทำให้เกิดวามขัดแย้งที่น่าเป็นห่วง และยังคงอยู่ในหลายสถาบัน