เพื่อให้เห็นลักษณะอาคารชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อมูลจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บอกรายละเอียดของสภาพอาคารที่ถูกใช้เป็นหอพักแห่งนี้ได้ดังนี้
อาคารหลังนี้โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ประกอบด้วยห้องครัว ห้องกิจกรรมสันทนาการ ห้องเก็บของ 2 ห้อง และห้องพักครู มีประตูเข้าออกทางเดียว บริเวณโถงห้องสันทนาการ บันไดอยู่ระหว่างห้องครัวและห้องกิจกรรมสันทนาการ หน้าต่างทั้งหมดติดเหล็กดัด พื้นเป็นพื้นปูน
ชั้นที่ 2 ประกอบด้วยห้องนอน 3 ห้องด้านหน้า 1 ห้องด้านหลัง มีห้องน้ำ 3 ห้อง บันไดติดกับห้องนอนด้านหลังและห้องน้ำ มีทางเดินตรงกลาง พื้นปูด้วยไม้ปาเก้ หน้าต่างไม่มีเหล็กดัด และหน้าต่างด้านหน้านี้เองที่เด็กที่รอดชีวิต ใช้ปีนหนีออกมา
การตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่เบื้องต้น คาดว่า ต้นเพลิงน่าจะมาจากชั้นล่าง ก่อนไฟจะลุกไหม้ขึ้นด้านบน และโชคร้ายที่อยู่ตรงบริเวณบันไดพอดี ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถวิ่งหนีลงมาด้านล่างได้ โดย “บันได” ที่มีอยู่จุดเดียวและยังทำหน้าที่กลายเป็นปล่องควันไฟโดยอัตโนมัติ ทำให้ควันไฟ ไปทำร้ายเด็กที่อยู่ชั้นที่ 2 จนขาดอากาศเสียชีวิต และเมื่อไฟลุกไหม้นานเกินไป ชั้น 2 ซึ่งเป็นไม้ปาเก้ จึงพังลงมา
ส่วนสาเหตุ ที่ก่อนหน้านี้มีข้อมูลออกมาว่า เกิดจากหลอดไฟที่ใช้ในอาคารหลอมละลายจนเกิดเพลิงไหม้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่การไฟฟ้ายืนยันว่า เป็นไปได้ยาก ประตูที่เข้าออกทางเดียวเป็นอีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าในวันเกิดเหตุประตูถูกล็อคจากด้านนอกหรือไม่ เพราะก่อนเกิดเหตุมีครูพี่เลี้ยง 1 คนกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำ และผู้ปกครองบางคน บอกว่า เคยมาพบประตูถูกล็อกในตอนกลางคืน ประเด็นนี้ นายเรวัตร วาสนา ผู้จัดการโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ้างว่าไม่เคยล็อคประตูหอพักจากด้านนอก
เมื่อไปดูข้อกฎหมาย เห็นได้ชัดเจนว่า อาคารหลังนี้ ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเลย คือ ไม่มีเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ไม่มีระบบสัญญาณเตือนถึงแม้ว่า จะเป็นหอพักนักเรียนที่ดัดแปลงมาจากโบสถ์เก่า แต่เมื่อใช้เป็นหอพักแล้ว ก็ต้องติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยตามกฎหมาย และที่สำคัญ ไม่มีทางออก “หนีไฟ”