ประเด็นที่เรายกมานี้ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางกฎหมาย อย่างการห้ามชุมนุมทางการเมือง แต่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่รวมตัวในประเด็นทางสิ่งแวดดล้อม กลับขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าล่าสุด รัฐบาลจะสั่งปิดเหมืองทองคำที่จังหวัดพิจิตร ที่เป็นเสมือนหัวหอกของประเด็นสิ่งแวดล้อม ก่อนทำประชามติ 7 สิงหาคม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลบวกเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะยังมีอีกหลายประเด็นให้พูดถึง
นอกจากหนังสือจากทหารที่ถูกส่งไปยัง มอ.หาดใหญ่ และการที่ทหารไปที่บ้านนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ ที่ถูกตั้งคำถามถึงจุดยืนของฝ่ายความมั่นคง ต่อการเรียกบุคคลไปพูดคุย เช่นการเรียก นายทวีศักดิ์ อินกว่าง แกนนำต้านโรงไฟฟ้าขยะเชียงรากใหญ่ ไปพูดคุย และกล่าวหาเป็นผู้มีอิทธิพล เรียกแกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ไม่เอาเหมืองแร่ไปพูดคุย หรือแม้แต่การเรียกชาวเล ที่หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีข้อพิพาทที่ดินกับกลุ่มทุน ไปพบที่นครศรีธรรมราช
รวมทั้งหลายพื้นที่ ที่มีข้อขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มทุน ก็จะถูกห้ามเคลื่อนไหว ทั้งในเวทีรับฟังความเห็นเหมืองแร่โปแตซที่ชัยภูมิ เวทีรับฟังความเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งกระบี่ และเทพา ซึ่งแม้ฝ่ายทหาร จะใช้เหตุผลว่า เป็นไปตามกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อย แต่ฝ่ายชาวบ้านก็มองว่า ผลจากการห้ามนี้ ทำให้พวกเขาเสียสิทธิที่จะคัดค้าน
คำถามใหญ่ เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 44 ของ รัฐบาล และ คสช. ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3 และ 4 ยกเว้นผังเมืองรวม และคำสั่งที่ 9 ให้จัดหาผู้รับเหมาในโครงการต่างๆ ในระหว่างรอการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ได้ รวมทั้งคำสั่งที่ 13 ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ก็มีแกนนำมวลชนหลายคน ถูกบรรจุในรายชื่อผู้มีอิทธิพล
แม้เหตุผลของรัฐบาล จะระบุว่า คำสั่งเหล่านี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ถูกมองว่า เป็นคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้ของประชาชนในพื้นที่โดยตรง
เวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก ของรัฐบาล คสช. จึงมีโจทย์ใหญ่ ที่จะต้องจะดำเนินการแก้ไขโครงสร้างทางการเมือง ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเตรียมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง เข้ามาดำเนินการ
แต่รัฐบาล คสช.กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เลือกดำเนินนโยบายที่เน้นโครงการพัฒนาของกลุ่มทุน โดยผู้ที่หยิบยื่นข้อกล่าวหาเช่นนี้ ในระยะหลัง มาจากกลุ่มคนที่เคยเป็นมิตร เป็นแนวร่วม ในทางการเมือง ไม่ต่างอะไรไปจากการ “ผลักมิตรให้เป็นศัตรู” ท่ามกลางปัญหารุมเร้าหลายด้าน