นายแพทย์มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูก ดีเอสไอ นำมาร่วมประเมินแนวทางเข้าจับกุมพระธัมมชโยเมื่อเช้าวันนี้ และเขาเสนอให้ ดีเอสไอ ส่งเรื่องถึงมหาเถรสมาคม ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็น พระอุปัชฌาย์ ของพระธัมมชโย เป็นคนกลาง เจรจากับวัดพระธรรมกาย ให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกาย
แนวทางนี้น่าสนใจ เพราะการส่งหนังสือจากดีเอสไอ ไปยังสมเด็จช่วง อาจทำให้เรื่องนี้ ถูกยกระดับขึ้นไปอีกแม้ว่า เมื่อวานนี้ จะมีกระแสข่าวว่า ดีเอสไอ เตรียมขอหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าไปที่วัดพระธรรมกาย แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อมีท่าทีจากทางวัดว่าอาจเตรียมรับมือกับการเข้าจับกุมพระธัมมชโยไว้แล้ว โดยเฉพาะภาพการเตรียมรถแบคโฮมากีดขวางประตูวัด และมีผู้สนับสนุนจำนวนมากอยู่ในวัด จนกระทั่ง ดีเอสไอ หารือร่วมกับ พลอ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ข้อสรุป 5 ข้อ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำหนด 5 แนวทาง ที่จะดำเนินการไปพร้อมๆกันทันที เพื่อจับกุมพระธัมมชโย แนวทางแรก คือ ให้เจ้าพนักงาน “ดีเอสไอ” ทำแผนเข้าไปจับกุมตามหมายจับ
แนวทางที่ 2 ดีเอสไอ จะส่งหมายจับไปยังฝ่ายปกครอง ตำรวจทุกท้องที่ หากพบเห็นพระธัมมชโยสามารถควบคุมตัวตามหมายจับทันที แต่ประเด็นสำคัญ อยู่ที่แนวทางที่ 3 และ 4 คือ การดำเนินการกับผู้ที่อยู่แวดล้อมพระธัมมชโย ทั้งที่อาจจะมีพฤติกรรมขัดขวางการจับกุม หรือช่วยเหลือให้หลบหลีการจับกุม คือ จะส่งหนังสือไปฝ่ายปกครองของคณะสงฆ์ เพื่อให้ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นและหากมีพระสงฆ์ หรือ ใครก็ตาม ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ก็สามารถใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา189 ดำเนินการกับผู้ให้การช่วยเหลือหลบหลีกการจับได้ ซึ่งรวมถึง ทีมแพทย์ ทีมโฆษก ทนายความ และอาจรวมถึงผู้ที่นำรถหรืออุปกรณ์ใดๆมากีดขวางด้วย และแนวทางที่ 5 คือ จะเร่งรัดให้คดีจบโดยเร็ว เร่งสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการ ภายใน 2 สัปดาห์
สถานการณ์ในวันนี้ พัฒนามาจากสถานการณ์เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันที่ดีเอสไอกำหนดให้พระธัมมชโย เดินทางเข้ามามอบตัวในสถานที่ราชการ เหตุการณ์สำคัญ เกิดขึ้นในช่วงที่ ทีมทนายความของวัดพระธรรมกาย นัดหมายเข้ามอบตัว ที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จ.ปทุมธานี เวลา 14 นาฬิกา 30 นาที ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะขอมอบตัวบนรถตู้ แต่เมื่อถึงเวลา ทีมงานของวัด แจ้งว่าขอยกเลิก เพราะพระธัมมชโย เกิดอาการลมตี เป็นลมกะทันหัน และแพทย์ไม่อนุญาตให้เคลื่อนย้าย ดีเอสไอ ประชุม วางแผน และแถลงข่าวกลับทันที มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า “มีแพทย์” มารอตรวจร่างกายด้วยที่ สภ.คลองหลวง โดยบอกว่า ไม่ได้แจ้งกับวัดก่อน เพราะคิดว่าน่าจะรู้อยู่แล้วว่าการมอบตัว ต้องผ่านการตรวจร่างกาย
ดีเอสไอ ยังทิ้งไพ่ใบสำคัญ ไปที่วัดพระธรรมกาย ด้วยการยื่นข้อเสนอใหม่ ให้เข้ามอบตัว ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งหมายความว่า ต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกาย อยู่ดี โดยที่วัดพระธรรมกาย ไม่ตอบรับ ด้วยเหตุผล เคลื่อนย้ายพระธัมมชโยไม่ได้
ปรากฏการณ์เมื่อวานนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม จึงเคลื่อนย้ายพระธัมมชโยไม่ได้ ทั้งที่จุดนัดหมาย คือ โรงพยาบาล ซึ่งมีระยะทางรถ 7.2 กิโลเมตร ใช้เวลาตามการคำนวนของกูเกิ้ล แมพ 13 นาที ดังนั้น คำถามสำคัญ คือ การตัดสินใจ มอบตัว หรือ ไม่มอบตัว อาจเกี่ยวพันกับการต้องตรวจร่างกายหรือไม่
เมื่อสถานการณ์ เดินมาถึงจุดนี้ มีเส้นทางที่เหลือไม่กี่ทางเท่านั้น ซึ่งแต่ละเส้นทาง มีผลที่ต่างกัน มองในแง่ที่เป็นบวก กับวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย มี 2 ทาง
ทางแรก ที่จะเป็นบวก คือ “พระธัมมชโย” อาพาธจริง จนไปมอบตัวไม่ได้จริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทางวัดสามารถเปิดทาง ให้พนักงานสอบสวนเข้าไปดูได้ทันที โดยไม่ต้องขัดขวาง เพราะเมื่อตรวจพบว่า “อาพาธหนัก” จริงๆ ก็เชื่อได้ว่าจะมีโอกาสได้ประกันตัวสูง ซึ่งถ้า พระธัมมชโย อาพาธหนักจริง นี่เป็นทางที่เหมาะที่สุดที่ทางวัดน่าจะเลือกใช้ คือ เปิดทางให้ดีเอสไอ เข้ามาโดยง่าย
ส่วนอีกทาง ที่ยังดูเป็นบวก กับวัดพระธรรมกาย คือ มวลชนที่สนับสนุนวัด เข้ามาช่วยเป็นเหมือนกำแพง จนพนักงานสอบสวน เข้าไปจับกุมไม่ได้ แต่ก็ยังพิสูจน์ อาการอาพาธ ไม่ได้ และยังสร้างความชอบธรรมไม่ได้
อีกทาง ที่จะเป็น “ลบ” อย่างหนักกับวัดพระธรรมกาย คือ หากดีเอสไอ เข้าไปที่วัดได้ ไม่ว่าโดยวิธีการใด แต่พบว่า พระธัมมชโย ไม่อาพาธ หรือ อาการไม่หนัก จนถึงขั้นไปมอบไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น มีโอกาสสูง ที่จะไม่ได้ประกันตัว และยังอาจถูกทำให้พ้นจากความเป็นพระ ตาม พรบ.สงฆ์ ที่สำคัญ อาจมีข้อหาเพิ่ม ว่าแจ้งเท็จต่อศาล ซึ่งทั้งทีมแพทย์ ทนายความ หรือโฆษก อาจติดร่างแหไปด้วย
ทางสุดท้าย คือ ดีเอสไอ เข้าไปค้นในวัดได้ แต่ไม่พบ “พระธัมมชโย” ซึ่งหมายความว่า เคลื่อนย้ายได้ ขัดกับที่ทีมแพทย์ ทนายความ หรือโฆษก เคยแจ้งไว้ ทางนี้แม้จะจับพระธัมมชโยไม่ได้ แต่ผู้ที่แวดล้อมเหล่านั้น อาจกลายเป็นผู้ต้องหาแทน