คงจำกันได้ซูจีแวะเยี่ยมมหาชัยครั้งหนึ่งแล้ว ช่วงเดินทางมากรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายนในปี 2012 เธอพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานเมียนมาร์ไม่ดีเท่าที่ควร พร้อมกับแนะนำให้พวกเขาต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน เมื่อต้นพฤษภาคมรัฐมนตรีต่างประเทศไทย “นายดอน ปรมัยวินัย” ได้เดินทางเยี่ยมเยือนเมียนมาร์และได้พบปะหารือกับนางซูจี ในประเด็นทวิภาคี
นางซูจี ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความดูแลแรงงานเมียนมาร์อย่างดีในช่วง2 ปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานและประมงพร้อมกับเพิ่มมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานเมียนมาร์ การเดินมาที่มหาชัยครั้งนี้เท่ากับมาดูด้วยตาตัวเองถึงสภาพความเป็นจริง
แรงงานพม่าทำงานในไทยในอนาคต จะมีลักษณะที่เป็นสัญญาที่รัฐบาลต่อรัฐบาลทำกัน เพื่อเป็นวิธีการที่จะตัดนายหน้าที่เอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน นอกจากนั้นกระทรวงแรงงานกำลังหารือกับฝ่ายเมียนมาร์ที่จะเพิ่มความสะดวกต่อกลุ่มแรงงานที่อยากอยู่ในไทยต่อไปโดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศเหมือนกับในอดีต นอกจากนี้รัฐบาลไม่มีแผนงานที่จะพัฒนาแรงงานเมียนมาร์ให้มีขีดความสามารถมากขึ้น
นอกจากนั้น นางซูจี ยังมีหมายกำหนดการเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยที่ถ้ำหินจังหวัดราชบุรีในวันเสาร์ ก่อนเดินทางกลับเมียนมาร์ ค่ายแห่งนี้มีผู้ลี้ภัยจากชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตามชายแดนไทย-เมียนมาร์มีค่ายผู้ลี้ภัยอยู่ 9 แห่งมีจำนวนคนทั้งหมด 103,000 คน ส่วนผู้ลี้ภัยที่อยู่ในดินแดนเมียนมาร์มีอยู่ถึง 104,000 คน อาศัยอยู่ใน24 หมู่บ้านตามชายแดนไทย-เมียนมาร์
นางซูจีเคยแถลงกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์จะพยายามแก้ไขเรื่องผู้ลี้ภัยด้วยกัน ทั้งนี้ต้องรอให้เศรษฐกิจเมียนมาร์มีการพัฒนามากกว่านี้ ในขณะนี้มีความจำเป็นต้องให้ผู้ลี้ภัยอยู่ในพื้นที่ไทยก่อนที่จะมีส่งกลับในอนาคตหรือมีประเทศที่ 3 รับเข้าไปตั้งรกรากใหม่ในต่างประเทศ
ในอาเซียน ประทศไทยมีแรงงานเมียนมาร์มากที่สุดถึง 5 ล้านคนทั้งจดทะเบีบนและไม่จด รองลงมาคือสิงค์โปร์ประมาณ 200,000 คน มาเลเซียมี 120,000 คนโดยครึ่งหนึ่งเป็นชาวมุสสิม
กวี จงกิจถาวร
สื่อมวลชนอาวุโส