ผลการลงประชามติ ที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ ที่ทั่วโลกจำต้องกลืนกิน และแม้ว่าอังกฤษ จะยังไม่เดินออกจากอ้อมอกอียูในวันนี้ แต่มันก็ส่งผลกระทบให้เห็นอย่างเลี่ยงไม่ได้
นอกจากตลาดโลกที่ผันผวนแล้ว ประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร ก็ถูกแบ่งของเป็น 2 ขั้วโดยปริยาย คือ อังกฤษและเวลส์ ที่เลือกจะออกจากอียู กับสก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ที่ต้องการจะอยู่กับอียูต่อไป
สก็อตแลนด์ออกตัวแรงที่สุด โดยนายนิโคลา สเตอร์เจียน มุขมนตรีแห่งสก็อตแลนด์ ประกาศว่า สก็อตแลนด์อาจจะทำประชามติอีกครั้ง เพื่อขอแยกตัวจากสหราชอาณาจักร และขอเข้าเป็นสมาชิกอียูด้วยตัวเอง
เช่นเดียวกับไอร์แลนด์เหนือ โดยพรรค”ชิน เฟน” ออกมาตัดพ้อว่า อังกฤษทำตัวเหมือนไม่ฟังเสียงของชาวไอร์แลนด์เหนือ เพราะฉะนั้นไอร์แลนด์เหนือก็เตรียมที่จะทำประชามติ เพื่อแสดงพลังและเจตจำนงค์ของตัวเองบ้าง
จากสหราชอาณาจักร มามองในภาพที่กว้างขึ้นมาคือสหภาพยุโรป หรืออียู ที่ได้รับผลกระทบไปไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอังกฤษ นอกจากตลาดหลักทรัพย์ ค่าเงิน ราคาทองคำ ที่ปั่นป่วนแล้ว บรรดาคนใหญ่คนโตในอียู ก็อยู่เฉยไม่ได้ และมีการนัดพูดคุยกันทันที โดย 6 ทหารเสือแห่งอียู จะพูดคุยกันในวันนี้ และหลังจากหยุดเสาร์-อาทิตย์ สมาชิกทั้ง 28 ประเทศ ซึ่งรวมถึงอังกฤษ ก็จะมาเจอกัน เพื่อวางแผนอนาคตของอียู หลังจากอังกฤษเลือกที่จะเดินจากไป
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เมื่ออังกฤษออกไปแล้ว จากเจรจาการค้าต่างๆ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่หมด โดยเฉพาะคู่ค้าใหญ่ๆ นอกอียู อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และแคนาดา ทำให้อังกฤษ อาจต้องต่อแถวรอ เพราะประเทศเหล่านี้ แน่นอนว่า ยังคงให้ความสำคัญต่ออียู มากกว่าอังกฤษ เพียงประเทศเดียว นั่นหมายความว่า อังกฤษอาจเสียประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ถ้าเป็นเดโมแครต อังกฤษก็ต้องร้องเพลงรอ แต่ถ้าเป็นรีพับลิกัน อังกฤษก็อาจได้ลัดคิว
มาถึงเงินปอนด์ ที่อ่อนค่าลงทันทีหลังทราบผลลงประชามติ เรื่องนี้เป็นเหมือนดาบสองคม คือทางหนึ่งอังกฤษจะได้ประโยชน์ในทางส่งออกสินค้า แต่ในทางกลับกัน อังกฤษก็ต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้า
มาถึงภาพสะท้อนในวงกว้างกันบ้าง จากคำพูดที่ว่า ผีเสื้อกระพือปีกหนึ่งครั้ง อาจทำให้เกิดพายุในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่ปรากฏการณ์นี้ใหญ่กว่าผีเสื้อหลายพันเท่า แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นักวิเคราะห์เชื่อมั่นว่า แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ จะเป็นเพียงระยะสั้นๆ ให้ตกใจกันพอหอมปากหอมคอ แต่หลังจากนั้น ประเทศต่างๆ จะเริ่มปรับตัว และยอมรับอังกฤษ ในวันนี้ที่ไร้เงาอียูได้
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ รัฐบาลอังกฤษจะต้องตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิตามบทบัญญัติมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน หรือสนธิสัญญาปฏิรูปสหภาพยุโรป หรือไม่ และเมื่อใด
โดยมาตราดังกล่าว ได้ระบุถึงกฎระเบียบ กระบวนการ และกำหนดเวลา สำหรับชาติสมาชิกอียูที่ต้องการจะยุติความเป็นสมาชิกภาพ โดยชาติสมาชิกที่มีจะต้องแจ้งความจำนงต่อคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป เพื่อเป็นการเริ่มต้นกระบวนการออกจากอียูอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้กำหนดกรอบเวลาไว้ที่ 2 ปี
ระหว่างนี้ อังกฤษจะต้องเจรจาเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ กับอียูใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อน และต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศด้วย โดยกรอบระยะเวลา 2 ปี อาจขยายออกไปอีกได้ หากชาติสมาชิกอียูให้ความเห็นชอบ
ขณะเดียวกัน สนธิสัญญาต่างๆ ของสหภาพยุโรปจะไม่ผลบังคับใช้กับอังกฤษอีกต่อไป ทันทีที่กระบวนการเจรจาเริ่มต้นขึ้น ขณะที่ ส.ส.และรัฐมนตรีอังกฤษจะยังสามารถเข้าร่วมการประชุมสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป แต่จะไม่มีสิทธิออกเสียงใดๆ อีกต่อไป ส่วนชาวอังกฤษหลายพันคนที่เป็นข้าราชการของอียูจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้นำชาติสมาชิกอียู มีกำหนดที่จะหารือร่วมกันในที่ประชุมคณะมนตรีสหภาพยุโรป ถึงผลการทำประชามติอังกฤษ ในวันที่ 28-29 มิ.ย. นี้