วันนี้ (25 มิ.ย.59) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากสหราชอาณาจักร มีมติออกจากสหภาพยุโรป จากนี้ไปคงต้องประเมินเรื่องกรอบการค้าและการเจรจาต่างๆในระดับเศรษฐกิจมหภาค โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกันอย่างไร เพราะตอนนี้ยังเวลาในการปรับตัวอีกพอสมควร ส่วนผลกระทบจากเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น เห็นว่า ไทยไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุน เช่นเดียวกับสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แม้มีราคาปรับขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดความผันผวน
ด้าน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ ทูตพาณิชย์ ที่ประจำในประเทศสหภาพยุโรป รวมถึงอังกฤษ ติดตามความเคลื่อนไหวและรายงานสถานการณ์ทุกวัน หลังผลประชามติให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ จะยังดำเนินการตามแผนผลักดันการส่งออกที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 5% ในปีนี้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่าการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ จะส่งผลกระทบโดยตรงกับไทยมากที่สุดในสองเรื่อง คือการค้าและความผันผวนของตลาดการเงิน โดยมองแยกเป็น 2 ประเด็นคือ อังกฤษจะเจรจาการลงทุนและการค้าเสรีกับอียูได้เร็วหรือช้า โดยหากเจรจาได้เร็ว การส่งออกของไทยไปอังกฤษและยุโรปจะหดตัวอยู่ที่ 6.7% แต่หากไม่สามารถเจรจาได้จะส่งผลให้การส่งออกไปยุโรปหดตัว 8-10% ในอีกสามปีข้างหน้า เนื่องจากทั้งอังกฤษและอียู จะลดการลงทุนระหว่างกัน
โดยในส่วนของค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแกว่งตัวผันผวนมาก แต่ยังมองว่านักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ลดการลงทุนในตลาดการเงินไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะซื้อขายในระดับ 34-36 บาท ต่อดอลล่าสหรัฐฯ เว้นแต่ถ้าปัญหายุโรปลุกลามจนอังกฤษและอียูไม่สามารถตกลงกันได้ จะทำให้นักลงทุนหันไปลดความเสี่ยง ด้วยกันขายสินทรัพย์เสี่ยงลงไป ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอาจแกว่งตัวอ่อนค่าเกิน 36 บาทได้
ทางด้าน “มูดี้ อินเวสเตอร์ เซอวิส” บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐ ปรับลดมุมมองที่มีต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรลงจากระดับ “มั่นคง” สู่ระดับ “มุมมองเชิงลบ” โดยให้เหตุผลว่าการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปจะส่งผลกระทบต่อการอัตราการขยายตัวทางเศรษกิจของประเทศในระยะกลาง