วันนี้ (12 ก.ค. 2559) พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำหน้าที่ ของพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ระบุว่าจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพอจะสรุปได้แล้วว่า การทำคดีทั้ง 9 สำนวนคดีมีความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะการละเลยต่อหลักฐานและความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ
เริ่มจากคดีของครอบครัว นางสาวประภาวรรณ ใจกล้า หรือ น้องก้อย พบว่าการสอบสวนล่าช้า ไม่มีการสอบที่มาและเอกสารชี้แจงตำหนิรูปพรรณของทรัพย์สิน ที่ นางมณตา แจ้งความว่าถูกขโมยไป พฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ เข้าข่ายไม่ได้ทำตามแนวทางปฏิบัติของตำรวจในการทำสำนวนคดี
เช่นเดียวกับ คดีของ นางสาวจันทนา คชคงไทย หรือ หนูนา ที่พบความผิดปกติคล้ายกัน คือ ในสำนวนไม่มีบัญชีทรัพย์ที่ นางมณตา แจ้งความไว้ไม่มีการสอบสวนเจ้าตัวในฐานะผู้กล่าวหา ทั้งที่ตามปกติต้องสอบสวนเพื่อนำมาประกอบสำนวน และการสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานให้ครบถ้วนตามขั้นตอน
ส่วนคดีของ นางสาวสุกัลยา ศิริม่วง หรือ แม่น้องมีน ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่ได้สืบหาที่มาของหลักฐานสำคัญอย่างภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สำคัญพนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทำให้คำให้การของแม่น้องมีนที่อ้างว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนสนิทสนมกับนางมณตาเป็นพิเศษยังคงมีน้ำหนักให้ตรวจสอบต่อ
ส่วนอีก 6 คดีที่เหลือ เป็นคดีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ปรากฎตัวต่อสาธารณะ แต่จากการตรวจสอบสำนวนก็พบความผิดปกติไม่ต่างกัน
เริ่มจากคดีของ นางสาวผ้า ไม่ทราบนามสกุล ในสำนวนคำร้องพบความผิดปกติ หลายอย่าง เช่น สำนวนไม่มีหน้าการรายงานการสอบสวน ทำให้ไม่ทราบว่าสำนวนเสร็จสิ้นหรือยัง ไม่มีเอกสารชี้แจงตำหนิรูปพรรณทรัพย์ที่อ้างว่าถูกลักทรัพย์ไป รวมถึงการสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน
ส่วนสำนวนคำร้องคดีของ นางสาวกิรณา หรือ ต้อย บุญโพธิ์ พบข้อมูลไม่ต่างกัน คือ ไม่มีการสอบที่มาของทรัพย์ ไม่มีบัญชีทรัพย์ถูกลักทรัพย์ไป ไม่มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหา,พยานเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง
ส่วนคดีต่อไปนี้คือคดีที่ นางมณตา แจ้งความฟ้องร้อง นายเส็ง หรือ สิงห์ โชอึน ลูกจ้างสัญชาติกัมพูชา ซึ่งในสำนวนคำร้องพบว่ามีความผิดปกติ ไม่ต่างจากคดีที่ยื่นฟ้องลูกจ้างคนไทยคือการสอบสวนล่าช้า ในสำนวนไม่มีการสอบที่มาของทรัพย์และเอกสารชี้แจงตำหนิรูปพรรณทรัพย์สินของหญิงไก่ รวมถึงไม่มีเอกสารแจ้งสถานทูตกัมพูชา ทั้งที่ผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ
คดีของ นางสาวกาบแก้ว สัญชาติลาว และ นางสาวธรรมา สัญชาติลาว พบความบกพร่องว่าการสอบสวนล่าช้า คดีนี้มีข้อมูลว่าใช้เวลาสอบสวนนานกว่า 10 เดือน จากปกติการสอบสวนต้องทำภายใน 2 เดือน
ส่วนคดีของ นายแพะ สัญชาติกัมพูชา พบข้อมูลเหมือนกันคือไม่มีเอกสารแจ้งสถานทูตกัมพูชา ไม่สอบที่มาของทรัพย์ที่อ้างว่าหายไป และพนักงานสอบสวนไม่มีการแจ้งความคืบหน้าต่อผู้บังคับบัญชา
คดีสุดท้าย เป็นคดีที่ไม่ปราฎชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ก็พบความผิดปกติเช่นเดียวกับคดีอื่น และในสำนวนคดีไม่ปรากฎการยืนยันตัวผู้ต้องหา ไม่มีรูปถ่ายหน้าตรงและเลขประจำตัว 13 หลักของผู้ต้องหาด้วย
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติ และไม่ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน ถือเป็นความบกพร่องในการทำสำนวนคดี โดยหลังจากนี้ เสนอให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงอีก 1 ชุด เพื่อขยายผลจากความบกพร่องในสำนวน หากพบว่ามีเจตนากระทำความผิดจริงจะดำเนินการลงโทษทางวินัยและอาญากับนายตำรวจที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการ
ส่วนกรณีที่ นายสงกานต์ อัจริยะทรัพย์ ทนายความ ให้ข้อมูลว่า พบการปลอมแปลงลายเซ็น นางสุกัลยา ศิริม่วง หรือ แม่น้องมีน ในสำนวนคำฟ้อง พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ระบุว่า ประเด็นนี้อยู่ในข่ายที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เบื้องต้นยอมรับว่าจากการดูสำนวนคำฟ้องคดีของนางสุกัลยา พบความผิดปกติจริงตามที่ทนายความระบุ แต่จะใช้การปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ต้องรอการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐาน
สำหรับพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่นที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นมีข้อมูลว่า สำนวนทั้ง 9 คดีของ นางมณตา มีพนักงานสอบสวน 5 คน และหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่ทำหน้าที่ตรวจสำนวนคดีอีก 7-8 คน ทั้งหมดอยู่ในข่ายที่ต้องถูกตรวจสอบ