นางเฟเดอริเซีย มอเกรินี่ หัวหน้าทีมนโยต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมว่า แม้สหภาพยุโรปจะย้ำอยู่เสมอว่าองกรณ์ที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยต้องได้รับการปกป้อง แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลตุรกีจะดำเนินการกับผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารโดยไม่สนใจหลักนิติธรรมหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบถ่วงดุล
ขณะเดียวกัน นายโยฮันเนส ฮาห์น คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่รับผิดชอบกระบวนการพิจารณารับตุรกีเป็นสมาชิกสภาพยุโรป แสดงความสงสัยว่า รัฐบาลตุรกีมีความตั้งใจจับกุมตัวบุคคลเหล่านี้มาก่อนเกิดการรัฐประหารหรือไม่
ส่วนายดิดิเยร์ เรนเดอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของเบลเยียม เตือนว่า การที่ประธานาธิบดี เรซิป มาร์ยิป เออร์โดกัน มีแนวคิดนำโทษประหารกลับมาใช้อีกครั้งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและตุรกี
นายเรนเดอส์ ยังกล่าวว่า แม้การรัฐประหารจะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่การปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาจะต้องสอดคล้องกับหลักการใช้กฎหมายที่เป็นธรรมด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับ นาย ฌอง มาร์ค เอโรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ที่ระบุว่าในตอนนี้คงต้องจับตาไม่ให้รัฐบาลตุรกีใช้ระบบการเมืองที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย และหลักการนิติธรรมต้องได้รับการเคารพ
นอกจากนี้ นายเอโรต์ ยังพูดถึงเหตุก่อวินาศกรรมด้วยการขับรถบรรทุกพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่เมืองนีซ ว่าขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มไอเอสอยู่เบื้องหลังหตุกล่าวตามที่อ้าง
ด้านนายเฟตุลเลาะห์ กูเลน นักการศาสนาชาวตุรกีที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ และถูกกล่าวหาจากรัฐบาลตุรกีว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร กล่าวว่า พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลสหรัฐฯ หากต้องถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้ตุรกี พร้อมตอบโต้ว่าผู้บงการเหตุรัฐประหารตัวจริงคือนาย เออร์โดกัน
ขณะที่วันนี้รัฐบาลตุรกียังคงเดินหน้าจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันกับการรัฐประหารเพิ่มเติมอีก ทำให้ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวแล้ว 6,000 คน ส่วนใหญ่เป็น ผู้พิพากษา อัยการ และทหาร จำนวนนี้กว่า 100 คน เป็นนายทหารระดับผู้บัญชาการ
นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังสั่งพักงานตำรวจ 8,777 นาย เนื่องจากต้องสงสัยเกี่ยวพันกับการรัฐประหารเช่นกัน