ภายหลังรายการ “บิ๊ก สตอรี่” สถานีโทรทัศน์ PPTV นำเสนอคดีความของ นายกมล แพเขียว ที่ถูกจับเป็น “แพะ” ในข้อหาปล้นรถกระบะที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เมื่อปี 2549 ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี 12 เดือน ซึ่งต่อมาพบหลักฐานว่าเป็นการจับผิดตัว เนื่องจากระหว่างถูกขังในเรือนจำ นายกมลได้พบนักโทษ 2 คน และมีการสอบถามถึงคดีความที่ถูกจับกุม
จนทราบรายละเอียดและพบความจริงที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วคนก่อเหตุคือเพื่อนนักโทษ 2 คน ที่นั่งคุยกับเขา จนกระทั่ง 2 นักโทษเห็นใจจึงทำจดหมายรับสารภาพออกมาจากเรือนจำ และขออิสรภาพคือให้นายกมล อย่างไรก็ตาม แม้จะพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าเป็นการจับผิดตัว แต่กระบวนการคืนอิสรภาพกลับไม่ง่ายนัก
ทีมข่าว PPTV สอบถาม พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้คำตอบว่า การรื้อฟื้นคดีอาญาแม้จะมีหลักฐานพิสูจน์ได้ถูกจับผิดตัว ยังจำเป็นต้องทำตามขั้นตอน คือต้องรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ ที่ไม่เคยผ่านการพิจารณาของศาล ส่งอัยการผู้รับผิดชอบทางคดี และศาลพิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งการจะให้ประกันตัวกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ ศาลรับคำร้องให้พิจารณาคดีใหม่
ทั้งนี้ แม้ศาลจะเป็นองค์กรทางกฎหมาย ที่ตั้งขึ้นเพื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงยุติธรรม ดังนั้น การคืนอิสรภาพให้คนที่ถูกจับผิดตัวจึงเป็นอำนาจของศาล อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมจะพยายามช่วยรวบรวม และสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือ “แพะ” อย่างเต็มที่
สำหรับขั้นตอนช่วยเหลือผู้ถูกจับผิดตัวนั้น ก่อนที่จะถึงกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายผู้ที่ถูกจับผิดตัวจะต้องรวบรวมหลักฐานใหม่หรือเบาะแสเอง เพื่อแจ้งเรื่องมายังกระทรวงยุติธรรม จากนั้นกระทรวงฯ จะช่วยสืบหาพยานหลักฐานใหม่ เพิ่มเติมจากเบาะแสของผู้ร้องเรียน และรวบรวมหลักฐานส่งให้อัยการพิจารณาหรือส่งให้ศาลโดยตรง จากนั้นศาลชั้นต้นจะตัดสินว่าจะรับเรื่องไว้หรือไม่ ถ้าหากศาลรับเรื่องก็จะมีการรื้อฟื้นคดีอาญา ผู้ถูกจับผิดตัวจะสามารถออกจากการคุมขังได้ในช่วงนี้