สอบสวนอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ต้นตอเสียชีวิตคาที่(คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ย้ำเตือนความปลอดภัยป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ต้นตอความสูญเสียรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แนะทีมกู้ชีพและหน่วยกู้ภัยไม่ควรละเลย การให้สัญญาณไฟเตือนรถสัญจรไปมา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบเหตุ

อุบัติเหตุซ้ำซ้อนทางถนนถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ที่มักก่อให้เกิดความสูญเสียรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หลายครั้งอุบัติเหตุซ้ำจุดเดิมเกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ กำลังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุกรณีแรก เช่นเดียวกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น เมื่อต้นเดือนที่แล้วในวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา บนถนนทางหลวงสาย 41 ช่วง กม.ที่ 320+800 ต.ท่าโพธิ์ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เคสนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงจากอุบัติเหตุในครั้งที่สองนั้น สร้างความสูญเสียมากกว่าครั้งแรก..

ทีมนิวมีเดีย PPTV ลงพื้นที่สำรวจถนนทางหลวงสาย 41 ช่วง กม.ที่ 320+800 ต.ท่าโพธิ์ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ภาคีเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เพื่อหาเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อวางแนวทางป้องกันในอนาคต พบว่าถนนสายนี้บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นทางตรง สภาพผิวทางที่ค่อนข้างดี มีเส้นจราจรบนผิวทางชัดเจน เนื่องจากเพิ่งมีการปรับปรุงถนน ลักษณะของผิวทางเป็นถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต 4 ช่องจราจร แต่ละช่องทางกว้าง 3.5 เมตร ไหล่ทางด้านซ้ายกว้าง 2.5 เมตร ส่วนไหล่ทางด้านขวากว้าง 1.3 เมตร แยกระหว่างขาขึ้นและขาล่อง ด้วยร่องน้ำกลางถนนกว้าง 9.6 เมตร มีต้องไม่ตลอดแนวร่องน้ำและข้างทาง ห่างกันทุกๆ 5-6 เมตร

ด้วยสภาพเส้นทางที่ค่อนข้างสมบูรณ์ การวิเคราะห์อุบัติเหตุจึงชี้ชัดไปที่พฤติกรรมการขับขี่ส่วนบุคคล ซึ่งจากผลการสอบสวนอุบัติเหตุทางถนน โดย ดร.ปิติ จันทรุไทย คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ระบุว่าจากการลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ทำให้ทราบว่าสาเหตุที่รถพ่วง 22 ล้อ บรรทุกปูนเสียหลักไถลชนต้นไม้ เกิดจากรถตู้คอนเทรนเนอร์ที่วิ่งอยู่ด้านหน้าเบรกกระทันหัน เนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขับกินเลนเข้ามาในถนนเลนซ้าย โดยจากวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ พบว่าขณะที่รถพ่วง 22 ล้อ บรรทุกปูนเสียหลักตกร่องกลางถนน และพุ่งชนเข้ากับต้นไม่ใหญ่ ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วอยู่ที่ 73 กม./ชม. ทำให้คนขับรถบรรทุกปูนถูกอัดก็อปปี้อยู่ในรถ และพ่วงส่วนหางขวางอยู่บนถนนฝั่งเลนขวาขาลงใต้

ขณะนั้นคนขับรถกำลังได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ขณะที่กำลังช่วยเหลือผู้ขับขี่รถปูน มีรถบัสโดยสารปรับอากาศหมวด 2 (มาตรฐาน 4) สายกรุงเทพ-ยะลา-เบตง ที่กำลังมุ่งหน้าไป อ.เบตง จ.ยะลา ชนท้ายพ่วงส่วนหางของรถบรรทุกปูน ที่ขวางอยู่บนถนนฝั่งเลนขวาขาลงใต้ ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถบัสเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ 2 ราย บาดเจ็บ 21 ราย โดยในพื้นที่เกิดเหตุรถทัวร์ไม่มีร่องรอยการห้ามล้อ ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ขับขี่รถทัวร์เสียชีวิตขณะชนท้ายรถบรรทุกปูน รถจึงไถลไปชนต้นไม้และไปหยุดอยู่ที่คูระบายน้ำ โดยสรุปเหตุการณ์ครั้งนี้มีรถประสบเหตุ 3 คัน มีผู้ประสบเหตุทั้งหมด 23 ราย

“ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในครั้งนี้ แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น แต่การเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ซึ่งเน้นไปที่การช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ในรถ และบังเอิญว่าส่วนท้ายของรถบรรทุก ยื่นเข้าไปในช่องจราจรด้านขวาประมาณ 1 เมตร แต่เจ้าหน้าที่ลืมให้สัญญาณไฟกับรถที่สัญจรผ่าน ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ในมืดมากและไฟท้ายรถพ่วงดับ ทำให้รถทัวร์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ชนเข้ากับท้ายรถพ่วงที่ยื่นออกมา” ดร.ปิติ จันทรุไทย ย้ำถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย

ผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน ระบุว่าจริงๆ แล้วรูปแบบการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ตามมาตรฐานสากลจะต้องมีการกันพื้นที่ทำงาน และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ปฎิบัติหน้าที่และผู้สัญจร จากจุดศูนย์กลางนับออกไปข้างละประมาณ 100 เมตร โดยใช้รถที่มีไฟสัญญาณชัดเจนเป็นปิดหน้าหลัง เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบว่าข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุ และชะลอความเร็วขับผ่านจุดดังกล่าวไปอย่างปลอดภัย

ไม่ต่างกับ ชัยธวัช ศิวบวร หัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัดนครศรีธรรมราช มองว่า อุบัติเหตุซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ 1. การใช้ความเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียถึงชีวิต และ 2. การละเลยการให้สัญญาณระหว่างปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำในจุดเดิม ระยะเวลาห่างกันประมาณ 30 นาที ซึ่งระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่กำลังมุ่งความสนใจ ไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่ติดอยู่ภายใน กรณีเช่นนี้ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจ กับเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยทุกหน่วยงาน ว่าไม่ควรละเลยการให้ความสำคัญ และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลก่อนเข้าช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน เพราะหลายครั้งนำมาซึ่งความสูญเสียที่รุนแรง มากกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในจุดแรก เช่นเดียวกับเคสนี้

“อุบัติเหตุซ้ำซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุจุดแรก เช่นเดียวกับกรณีศึกษาในครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการพูดคุยถึงปัญหานี้มาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติพบว่ายังคงเกิดปัญหานี้อยู่”

หัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัดนครศรีธรรมราช ย้ำว่าหลังจากนี้ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจ เกี่ยวกับมาตรการและแนวปฏิบัติการให้สัญญาณ ระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างชัดเจน แม้ว่าหน้างานทุกคนจะมุ่งไปที่การช่วยชีวิต แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง สภาพแวดล้อมต้องปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เคสนี้ยังถือว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

 

ขอบคุณภาพประกอบ: ทีมสอบสวนอุบัติเหตุคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ