ขั้นตอนตรวจสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย (90 วัน)
ในการตรวจสอบบุคคลว่ามีโอกาสที่ก่อเหตุหรือไม่นั้น เอฟบีไอจะมีขั้นตอนหลักๆ อยู่ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ การตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีอะไรที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้ จะมีระยะเวลา 90 วัน สิ่งที่เอฟบีไอจะทำได้ในขั้นตอนนี้ เช่น การใช้สายลับ การเฝ้าติดตาม การสืบค้นฐานข้อมูล และการสอบปากคำ
อย่างกรณีของนาย อาหมัด ข่าน ราฮามี ผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุระเบิดนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ก็ยังอยู่ในขั้นตอนนี้ โดยเขาเคยถูกทาง เอฟบีไอ ตรวจสอบมาก่อนแล้ว เมื่อปี 2014 หลังจากที่พ่อของเขาเคยแจ้งเอฟบีไอว่า นายราฮามี กำลังติดต่อกับ “กลุ่มคนไม่ดี” นอกประเทศ ขณะที่เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เคยได้ยินพ่อของนายราฮามีเรียกลูกชายว่า “ผู้ก่อการร้าย” ระหว่างที่มีปากเสียงกัน ซึ่งเอฟบีไอ ก็ได้ทำการตรวจสอบ แต่ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย หรือถูกปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรง เอฟบีไอจึงไม่ได้สอบสวนต่อในเชิงลึก รวมถึงไม่ได้ใส่ชื่อนายราฮามี ในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้ายด้วย
หรืออย่างกรณีเหตุกราดยิงที่ซานเบอร์นาดิโน เมื่อปลายปีที่แล้ว นางทาชฟีน มาลิก หนึ่งในคนร้าย ซึ่งเดินทางเข้าสหรัฐฯ จากบ้านเกิดในปากีสถานเมื่อปี 2014 เคยถูกตรวจสอบพื้นหลังมาแล้ว 3 ครั้ง รวมถึงถูกเรียกตัวมาสอบปากคำ 2 ครั้ง ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยสืบพบว่า นางมาลีก มีตัวตนบนโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนมุสลิมหัวรุนแรง
เช่นเดียวกันกับเหตุวางระเบิดในงานบอสตัน มาราธอน เมื่อปี 2013 นายทาเมอร์ลัน ซาร์นาเยฟ หนึ่งในมือระเบิดสองพี่น้อง เคยอยู่ภายใต้เรดาร์ของเอฟบีไอมานาน 2 ปี โดยแหล่งข่าวหน่วยข่าวกรองของรัสเซียเคยแจ้งกับทางสหรัฐฯ ว่านายซาร์นาเยฟ ถูกล้างสมองและมีแผนที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงในรัสเซีย ซึ่งทางเอฟบีไอจึงได้ดำเนินการตรวจสอบและสอบปากคำทั้งนายซาร์นาเยฟและสมาชิกในครอบครัว แต่เนื่องจากทางรัสเซียไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม การสืบสวนจึงยกเลิกไป
ขั้นตอนสืบสวนเบื้องต้น (6 เดือน)
หากพบข้อมูลเชื่อมโยงก่อการร้าย เอฟบีไอก็จะทำการสืบสวนเบื้องต้น ซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน และสามารถขยายเวลาได้อีก 6 เดือน ซึ่งในขั้นตอนนี เจ้าหน้าที่เอฟบีไอสามารถสืบค้นฐานข้อมูล เฝ้าติดตาม และขอตรวจสอบประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือ
เช่นกรณีของ นายโอมาร์ มาทีน ผู้ก่อเหตุเหตุกราดยิงไนท์คลับที่เมืองออร์แลนโด เมื่อเดือนมิถุนายน เคยถูกเอฟบีไอสอบสวนมาแล้วถึงสามครั้งสามครา รวมถึงใส่ชื่อของนายมาทีนในบัญชีเฝ้าระวังการก่อการร้ายชั่วคราว ซึ่งในการสืบสวนเบื้องต้น ก็มีการขยายเวลาครั้งหนึ่ง แต่ผ่านไป 10 เดือน ไม่พบหลักฐานใดๆ ชัดเจน การสืบสวนก็เลยสิ้นสุดไป
ขั้นตอนสืบสวนเต็มรูปแบบ
หากเอฟบีไอ ต้องการจะใช้เทคนิคการสืบสวนที่สูงไปกว่านี้ หรือขอหมายค้น ก็จะต้องเปิดการสืบสวนเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากศาลก่อนว่ามีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่า บุคคลนั้นได้ก่อเหตุ มีความตั้งใจที่จะก่อเหตุจริง
สิทธิเสรีภาพ-จำนวนคดีมาก FBI ป้องกันเหตุไมได้
ภาพลักษณ์ของหน่วยงานหัวกะทิอย่าง FBI ในสายตาชาวอเมริกัน ดูจะไม่เป็นพระเอกเหมือนกับหนังฮอลลีวูดเสียแล้ว เมื่อพบว่าเบื้องหลังเหตุก่อการร้ายใหญ่ๆ บุคคลผู้ก่อเหตุจำนวนไม่น้อยอยู่ภายใต้การตรวจสอบของ FBI มาก่อน แต่เอฟบีไอกลับไม่สามารถป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ แม้ FBI จะมีกระบวนการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยทันทีที่ได้รับข้อมูลบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นๆอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถป้องกันบุคคลเหล่านั้นไม่ให้ก่อเหตุ
สหรัฐอเมริกา ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก แม้กับเรื่องความมั่นคง การที่เจ้าหน้าที่จะสืบสวนเชิงลึกกับบุคคลต้องสงสัย ก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจถือเป็นละเมิดสิทธิเสรีภาพได้
ที่ผ่านมา FBI เคยสอบสวนบรรดาผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญมาแล้วหลายกรณี แต่ทำได้เพียงการสอบสวนเบื้องต้น ซึ่งจำกัดประเภทการสืบสวนสอบสวนแค่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูล ตรวจสอบประวัติการใช้งานโทรศัพท์ และดูภาพจากกล้องวงจรปิด หาก FBI ต้องการสอบสวนบุคคลต้องสงสัยเพิ่มเติมไปจากนี้ ก็ต้องยื่นเรื่องสู่ศาล โดยจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าจะไปสู่การก่อเหตุ
ไม่บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่สามารถหา “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ จึงลงเอยที่ยุติการสืบสวน และปลดบุคคลต้องสงสัยออกจากบัญชีเฝ้าระวัง ดังนั้นเมื่อบุคคลเหล่านี้เคลื่อนไหวเตรียมก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ระแคะระคาย ดังเช่นในกรณีที่มือปืนยิงไนท์คลับออร์แลนโด สามารถเดินเข้าไปซื้อปืนไรเฟิลแบบ AR-15 เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุได้อย่างสะดวกสบาย เป็นต้น
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือ จำนวนคดีที่หลั่งไหลเข้าสู่มือของ FBI มีมาก โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของไอเอส FBI ได้รับรายงานใหม่ๆ ถึง 1 หมื่นคดีในแต่ละปี และในปัจจุบันมีการสอบสวนบุคคลต้องสงสัยราว 1 พันราย ใน 50 รัฐ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลเบื้องหลัง ที่ทำให้ Lone Wolves เป็น Known Wolves ในสายตาเจ้าหน้าที่ แต่ที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุได้