ทำไม FBI ป้องกันเหตุก่อการร้ายไม่ได้ (คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

 จากเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ หลายกรณีผู้ก่อเหตุเคยถูกทางสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ตรวจสอบมาก่อน  แต่สุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่สามารถป้องกันเหตุได้  รอบวันทันโลกวันนี้  มีคำตอบว่าทำไมเอฟบีไอถึงไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ ทั้งๆ ที่มีโอกาส

 

ขั้นตอนตรวจสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย (90 วัน) 

ในการตรวจสอบบุคคลว่ามีโอกาสที่ก่อเหตุหรือไม่นั้น  เอฟบีไอจะมีขั้นตอนหลักๆ อยู่ 3 ขั้นตอน  ขั้นตอนแรกคือ การตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีอะไรที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่  ซึ่งขั้นตอนนี้ จะมีระยะเวลา 90 วัน  สิ่งที่เอฟบีไอจะทำได้ในขั้นตอนนี้ เช่น การใช้สายลับ การเฝ้าติดตาม การสืบค้นฐานข้อมูล และการสอบปากคำ

         

อย่างกรณีของนาย อาหมัด ข่าน ราฮามี ผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุระเบิดนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ก็ยังอยู่ในขั้นตอนนี้ โดยเขาเคยถูกทาง เอฟบีไอ ตรวจสอบมาก่อนแล้ว เมื่อปี 2014 หลังจากที่พ่อของเขาเคยแจ้งเอฟบีไอว่า นายราฮามี กำลังติดต่อกับ “กลุ่มคนไม่ดี” นอกประเทศ ขณะที่เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เคยได้ยินพ่อของนายราฮามีเรียกลูกชายว่า  “ผู้ก่อการร้าย” ระหว่างที่มีปากเสียงกัน  ซึ่งเอฟบีไอ ก็ได้ทำการตรวจสอบ  แต่ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย  หรือถูกปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรง เอฟบีไอจึงไม่ได้สอบสวนต่อในเชิงลึก  รวมถึงไม่ได้ใส่ชื่อนายราฮามี ในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้ายด้วย

หรืออย่างกรณีเหตุกราดยิงที่ซานเบอร์นาดิโน  เมื่อปลายปีที่แล้ว  นางทาชฟีน มาลิก หนึ่งในคนร้าย ซึ่งเดินทางเข้าสหรัฐฯ จากบ้านเกิดในปากีสถานเมื่อปี 2014 เคยถูกตรวจสอบพื้นหลังมาแล้ว 3 ครั้ง รวมถึงถูกเรียกตัวมาสอบปากคำ 2 ครั้ง  ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยสืบพบว่า นางมาลีก มีตัวตนบนโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนมุสลิมหัวรุนแรง    

เช่นเดียวกันกับเหตุวางระเบิดในงานบอสตัน มาราธอน เมื่อปี 2013 นายทาเมอร์ลัน ซาร์นาเยฟ หนึ่งในมือระเบิดสองพี่น้อง เคยอยู่ภายใต้เรดาร์ของเอฟบีไอมานาน 2 ปี  โดยแหล่งข่าวหน่วยข่าวกรองของรัสเซียเคยแจ้งกับทางสหรัฐฯ ว่านายซาร์นาเยฟ ถูกล้างสมองและมีแผนที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงในรัสเซีย   ซึ่งทางเอฟบีไอจึงได้ดำเนินการตรวจสอบและสอบปากคำทั้งนายซาร์นาเยฟและสมาชิกในครอบครัว แต่เนื่องจากทางรัสเซียไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม การสืบสวนจึงยกเลิกไป

 

ขั้นตอนสืบสวนเบื้องต้น (6 เดือน)  

หากพบข้อมูลเชื่อมโยงก่อการร้าย  เอฟบีไอก็จะทำการสืบสวนเบื้องต้น ซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน และสามารถขยายเวลาได้อีก 6 เดือน ซึ่งในขั้นตอนนี เจ้าหน้าที่เอฟบีไอสามารถสืบค้นฐานข้อมูล เฝ้าติดตาม  และขอตรวจสอบประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือ

เช่นกรณีของ นายโอมาร์ มาทีน ผู้ก่อเหตุเหตุกราดยิงไนท์คลับที่เมืองออร์แลนโด เมื่อเดือนมิถุนายน  เคยถูกเอฟบีไอสอบสวนมาแล้วถึงสามครั้งสามครา  รวมถึงใส่ชื่อของนายมาทีนในบัญชีเฝ้าระวังการก่อการร้ายชั่วคราว  ซึ่งในการสืบสวนเบื้องต้น ก็มีการขยายเวลาครั้งหนึ่ง แต่ผ่านไป 10 เดือน ไม่พบหลักฐานใดๆ ชัดเจน การสืบสวนก็เลยสิ้นสุดไป  

 

ขั้นตอนสืบสวนเต็มรูปแบบ 

หากเอฟบีไอ ต้องการจะใช้เทคนิคการสืบสวนที่สูงไปกว่านี้ หรือขอหมายค้น    ก็จะต้องเปิดการสืบสวนเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากศาลก่อนว่ามีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่า บุคคลนั้นได้ก่อเหตุ มีความตั้งใจที่จะก่อเหตุจริง 

 

สิทธิเสรีภาพ-จำนวนคดีมาก FBI ป้องกันเหตุไมได้
 

ภาพลักษณ์ของหน่วยงานหัวกะทิอย่าง FBI ในสายตาชาวอเมริกัน ดูจะไม่เป็นพระเอกเหมือนกับหนังฮอลลีวูดเสียแล้ว เมื่อพบว่าเบื้องหลังเหตุก่อการร้ายใหญ่ๆ บุคคลผู้ก่อเหตุจำนวนไม่น้อยอยู่ภายใต้การตรวจสอบของ FBI มาก่อน แต่เอฟบีไอกลับไม่สามารถป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ แม้ FBI จะมีกระบวนการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยทันทีที่ได้รับข้อมูลบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นๆอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่มีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถป้องกันบุคคลเหล่านั้นไม่ให้ก่อเหตุ

สหรัฐอเมริกา ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก แม้กับเรื่องความมั่นคง การที่เจ้าหน้าที่จะสืบสวนเชิงลึกกับบุคคลต้องสงสัย ก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจถือเป็นละเมิดสิทธิเสรีภาพได้

ที่ผ่านมา FBI เคยสอบสวนบรรดาผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญมาแล้วหลายกรณี แต่ทำได้เพียงการสอบสวนเบื้องต้น ซึ่งจำกัดประเภทการสืบสวนสอบสวนแค่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูล ตรวจสอบประวัติการใช้งานโทรศัพท์ และดูภาพจากกล้องวงจรปิด หาก FBI ต้องการสอบสวนบุคคลต้องสงสัยเพิ่มเติมไปจากนี้ ก็ต้องยื่นเรื่องสู่ศาล โดยจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าจะไปสู่การก่อเหตุ 

ไม่บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่สามารถหา “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ จึงลงเอยที่ยุติการสืบสวน และปลดบุคคลต้องสงสัยออกจากบัญชีเฝ้าระวัง ดังนั้นเมื่อบุคคลเหล่านี้เคลื่อนไหวเตรียมก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ระแคะระคาย ดังเช่นในกรณีที่มือปืนยิงไนท์คลับออร์แลนโด สามารถเดินเข้าไปซื้อปืนไรเฟิลแบบ AR-15 เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุได้อย่างสะดวกสบาย เป็นต้น

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือ จำนวนคดีที่หลั่งไหลเข้าสู่มือของ FBI มีมาก โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของไอเอส FBI  ได้รับรายงานใหม่ๆ ถึง 1 หมื่นคดีในแต่ละปี และในปัจจุบันมีการสอบสวนบุคคลต้องสงสัยราว 1 พันราย ใน 50 รัฐ  ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลเบื้องหลัง ที่ทำให้ Lone Wolves เป็น Known Wolves ในสายตาเจ้าหน้าที่ แต่ที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุได้

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ