ในสังคมปัจจุบันมีคำถามเรื่องการทำใจ ในการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นเรื่องของการดูแลอาการ ซึ่งครอบครัวต้องรับผิดชอบกันเอง ยิ่งในอนาคตเมื่อครอบครัวมีขนาดเล็กลงเพราะมีลูกน้อยลง ไม่แต่งงาน หรืออยู่คนเดียว คนกลุ่มนี้จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องแบกรับภาระหนักมาก จึงควรมีระบบบรรเทาภาระเรื่องการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งต้องแยกระหว่าง ผู้สูงอายุติดบ้าน ที่ต้องการการดูแลบ้างไม่ตลอดเวลา กับ ผู้สูงอายุติดเตียง ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องมีคนดูแลตลอด 24 ชม. ออกจากกัน
ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงปัญหาผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงข้างต้นว่า จากงานศึกษาพบว่าในปี 2560 จะมีผู้สูงอายุทั้งสองกลุ่มรวมกันราว 3.7 แสนคน และในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งคือปี 2580 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 แสนคน สัดส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ขึ้นอยู่กับการดูแล โดยผู้สูงอายุติดเตียงต้องการผู้ดูแลตลอดเวลา ขณะที่ความต้องการผู้สูงอายุติดบ้าน ต้องการการดูแลโดยเฉลี่ยประมาณ 100 ชั่วโมง/เดือน จำนวนผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความต้องการผู้ดูแลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
โดยในปี 2560 จะมีความต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียง รวมกันราว 2.5 แสนคน และในปี 2580 ความต้องการผู้ดูแลเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 6 แสนคน ซึ่งจะเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลในส่วนที่นอกเหนือจากระบบที่ภาครัฐให้การดูแล อันได้แก่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาทิ ค่าอุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลือง ค่าเดินทาง และค่าผู้ดูแล รวมไปถึงค่าเดินทางของผู้ดูแล พบว่าในปี 2560 จะมีมูลค่ารวมเกือบ 6 หมื่นล้านบาท และในปี 2580 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น เกือบ 2 แสนล้านบาท
งานศึกษาจึงออกแบบระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว โดยยึดหลักการแบ่งกันร่วมความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ตามสัดส่วนของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนภาครัฐนอกจากบริการทางการแพทย์พื้นฐาน ภายใต้งบประมาณปกติชสิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือการจัดตั้งกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะยาว และให้ประชาชนอายุ 40-65 ปี ร่วมกันจ่ายเงินสมทบในแต่ละปี เพื่อนำไปบริหารจัดการช่วยเหลือการดูแลผู้สูงอายุ สำหรับค่าอุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลือง และค่าเดินทางของผู้จัดการการดูแล ส่วนค่าจ้างและค่าเดินทางของผู้ดูแลผู้ป่วย ให้ผู้ใช้บริการและท้องถิ่นรับผิดชอบคนละครึ่ง ขณะที่ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการบริจาคเงินสมทบผ่านท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่สังคมสูงอายุไม่ได้แย่เสมอไป จะมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น เช่น กิจการผู้ตรวจสอบคุณภาพสถานให้บริการ(ต้องได้รับใบอนุญาต) บริการรถรับ-ส่งผู้สูงอายุหรือผู้พิการ บริการดูแลระยะยาวและ day care ตัวแทนขายวัสดุ อุปกรณ์สำหรับผู้รับประโยชน์ ตลาดสินค้ามือสองสำหรับผู้สูงอายุ บริการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ใช้โดยผู้สูงอายุ เป็นต้น
"การดูแลระยะยาวและเรื่องกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะยาว ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นและไม่เป็นภาระการเงินการคลัง เป็นสิ่งใหม่ที่เมื่อเพิ่มขึ้นมาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นโดยหลายๆ ฝ่ายช่วยกันรับภาระทางการเงินการคลังตามสมควร ซึ่งหากรอให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระทั้งหมดก็อาจใช้ระยะเวลายาวนานหรืออาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย ระบบนี้เป็นระบบที่ออกแบบมาสำหรับประชาชนทุกคน รวมทั้งข้าราชการด้วย เพราะสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 สวัสดิการไม่ครอบคลุมการดูแลที่บ้าน"
ทั้งนี้ สำหรับการเสนอกฎหมายใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกออกแบบมาให้การบริหารจัดการ อยู่ภายใต้องค์กรเดิมที่มีอยู่หรือมีองค์กรใหม่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องการกำกับคุณภาพควรรวมไปกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กรมอนามัย กรมการขนส่งทางบก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน